4 ภาพยนตร์สารคดีที่คู่ควรแก่การรับชม

ภาพยนตร์คือที่ให้ความบันเทิง, ความสนุก ใช้คลายเครียดต่างๆ แต่ทว่า
ภาพยนตร์นั้นมีหลากหลายแนวหลายสไตล์ แบบที่ให้ความรู้ก็มี
เช่นภาพยนตร์เชิงสารคดีเป็นภาพยนตร์ที่บันทึกเหตุการณ์จริงหรือแสด
งให้เห็นสภาพทางสังคมอย่างสร้างสรรค์
โดยไม่ได้ทำเป็นนวนิยาย
เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์
สังคม และวิทยาศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หรือการจัดสร้างตกแต่งขึ้นมาใหม่
เเต่เนื้อหาการแสดงออกเน้นข้อเท็จจริงมากกว่าความบันเทิง
และเป็นเรื่องที่ผูกพันกับเหตุการณ์และบุคคลจริงโดยไม่มีการแสดง
โดยจุดประสงค์ของผู้แต่งนั้นก็มีหลากหลาย
แต่จะยืนอยู่บนจุดที่ว่าเป็นเหตุการณ์จริงที่ถูกบันทึกไม่ใช่การแสดงนั่งเอ
ง วันนี้เรามีภาพยนตร์ชิงสารคดีที่น่าสนใจมาแนะนำกัน
1. Cityzenfour
สารคดีที่นำเสนอชีวิตส่วนหนึ่งของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน
ในช่วงที่เขาเปิดเผยโครงการ PRISM ของ CIA
โครงการดักเก็บข้อมูลในการโทรศัพท์ ใช้อินเทอร์เน็ต
เก็บข้อความและข้อมูลทุกอย่าง ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้
ผู้กำกับเองก็ต้องตัดต่อหนังของเธอที่เยอรมัน
เพื่อลดความเสี่ยงในการโดนลบไฟล์หนังจากทางรัฐ
แม้ว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกมายืนยันภายหลังว่า
เป้าหมายโครงการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการก่อการร้ายเท่านั้น
แต่นั่นก็ทำให้หนังเรื่องนี้กระฉ่อนไปทั่วโลก และทำให้ สโนว์เดน
ต้องหลีกภัยไปอยู่ที่รัสเซีย
2. Cartel Land
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะเล่าเรื่องสงครามของเหล่าแก็งค์ค้ายา
(Cartel) ที่มีทั้งเงินและอำนาจ

มากพอจะปิดปากพนักงานรัฐตัวเล็กตัวน้อย
กับประชาชนทั้งในฝั่งอเมริกาและเม็กซิโกที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดัง
กล่าว
ภาพดิบเถื่อนและผู้กำกับก็บ้าบิ่นพอจะเสี่ยงลุยเข้าไปใจกลางสถานที่เกิด
เหตุ นั่นทำให้เขาได้ภาพการยิงกันจริงๆ
3. Man on Wire
เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของ Philippe Petit
นักกายกรรมที่ต้องการไต่ลวดข้ามช่องว่างระหว่างตึก World Trade
Center แต่ทางตึกไม่อนุญาต
ดังนั้นเขากับพวกจึงต้องลักลอบทำแผนการในฝันให้สำเร็จ
ด้วยความที่ตัวสารคดีเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานเร้าใจราวกับหนังสายลับ
จัดว่าเป็นภาพยนตร์สารดดีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
4. The Hunting Ground
ภาพยนตร์ที่เล่าถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่น่าไว้วางใจที่สุด
เพราะเป็นแหล่งที่ให้การศึกษากับมนุษย์
แต่ทว่าหญิงสาวจำนวนมากต้องมาถูกละเมิดทางเพศ
มิหนำซ้ำเมื่อพวกเธอพยายามปกป้องสิทธิ์ตัวเองกลับกลายเป็นสถาบันก
ารศึกษาเองที่พยายามปิดบังเรื่องนี้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเงินที่พวกเขาได้รับสนับสนุนจากเครือญาติ
ของผู้ก่อคดี หรือการรักษาชื่อสถาบันไม่ให้ติดลบ
นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้เป็นอย่างดี…

โชจินเรียวริ อาหารมังสวิรัติในอิคคิวซัง

อาหารมังสวิรัติแบบญี่ปุ่นที่รับประทานในวัดที่เห็นในการ์ตูนอิคคิวซัง
เดิมทีเป็นอาหารของพระญี่ปุ่นและผู้ที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัด
แต่ทุกวันนี้คนทั่วไปหรือนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็สามารถหาทานได้เช่นกัน
ด้วยความที่โชจินเรียวริเป็นอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จาก
สัตว์ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ทานอาหารมังสวิรัติและวีแกนในปัจจุบันด้วย
เรามาทำความรู้จักกับโชจินเรียวริให้มากขึ้นกัน
หลักการของโชจินเรียวริ
โชจินเรียวริมีต้นกำเนิดที่ประเทศจีน โดยเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นผ่านพระโดเก็น
ผู้ก่อตั้งพุทธศาสนานิกายเซ็น และเริ่มแพร่หลายในญี่ปุ่นพร้อมๆ
กับพุทธศาสนานิกายเซ็นในศตวรรษที่ 13
ตามหลักพุทธศาสนานิกายเซ็นและมหายานนั้นจะไม่ให้ฆ่าสัตว์มาประกอบอาหาร
ทำให้โชจินเรียวริปราศจากเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงพืชผักกลิ่นฉุน
เช่น กระเทียมและหัวหอมด้วย
โชจินเรียวริจึงมีความใกล้เคียงกับอาหารเจที่เรารู้จักกัน
แม้ว่าโชจินเรียวริจะปราศจากเนื้อสัตว์และมีรสชาติไม่จัดจ้าน
แต่ก็ไม่ได้จืดชืดไร้รสชาติ เพราะใช้สิ่งที่เรียกว่า กฎ 5 ข้อ ในการประกอบอาหาร
เพื่อให้ทุกมื้อประกอบด้วย 5 สี (เขียว, เหลือง, แดง, ดำ และขาว) รวมถึง 5 รสชาติ
(หวาน, เปรี้ยว, เค็ม, ขม และอุมามิ)
ซึ่งล้วนแต่ได้มาจากวัตถุดิบจากธรรมชาติโดยไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม
ความสมดุลของสีและรสชาตินี้เองที่นำมาซึ่งคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน
ช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกายในแต่ละฤดูกาล ยกตัวอย่างเช่น
แตงกวาและมะเขือเทศช่วยให้ร่างกายเย็นสบายในฤดูร้อน
พืชผักตระกูลหัวช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในฤดูหนาว เป็นต้น
นอกจากนี้โชจินเรียวริยังเป็นอาหารที่ใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า
ทุกส่วนของพืชไม่ว่าจะเป็นเปลือกแคร์รอตหรือหัวของพืชบางชนิดที่ปกติเรามักจะ
หั่นทิ้งก็ถูกนำมาใช้ปรุงในซุปผักได้แบบไม่ทิ้งขว้าง
ส่วนผสมหลัก ๆ ที่ใช้ในการทำอาหารแบบโชจินเรียวริ ได้แก่
เต้าหู้และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น เช่น
อาบุระอาเกะ (เต้าหู้ทอด), โคยะโดฟุ (เต้าหู้แห้ง) และนัตโต (ถั่วหมัก)
นอกจากนี้ยังมี ฟุ (โปรตีนกลูเต็นจากแป้งสาลี) รวมถึง คอนยากุ (บุก) ด้วย
แล้วนำวัตถุดิบเหล่านี้มารวมเข้ากับพืชผักต่าง ๆ ที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เช่น
มะเขือเทศและมะเขือม่วงในฤดูร้อน, ฟักทองและมันเทศในฤดูใบไม้ร่วง,
หัวไช้เท้าและพืชหัวอื่น ๆ ในฤดูหนาว,
และพืชป่าบนภูเขาอย่างเรปซีดในฤดูใบไม้ผลิ
เพื่อสร้างสรรค์เมนูโชจินเรียวริขึ้นมา
เครื่องปรุงรสหลักที่ใช้ในโชจินเรียวริได้แก่ น้ำสต๊อกหรือดาชิจากสาหร่ายคอมบุ,
โชยุ, สาเก, มิริน, มิโสะ, น้ำส้มสายชู, และน้ำมันงา
โดยใช้ในปริมาณน้อยแค่พอให้ดึงรสชาติจากผักออกมาได้โดยไม่ไปกลบรสชาติ
ของผักจนหมด
แรกเริ่มเดิมทีอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมไม่มีส่วนผสมของนมและไข่เนื่องจากในอดีต
หาวัตถุดิบเหล่านี้ได้ยาก
ทว่าในปัจจุบันพระญี่ปุ่นอาจใช้นมและไข่เป็นวัตถุดิบในการทำโชจินเรียวริด้วย
เนื่องจากวัตถุดิบเหล่านี้ได้มาโดยไม่ต้องคร่าชีวิตสัตว์ ดังนั้น
คนที่เป็นวีแกนอาจจะต้องสอบถามดูให้แน่ใจเสียก่อน
ทั้งนี้ โชจินเรียวริเป็นอาหารที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมานานหลายศตวรรษ
แต่ทุกวันนี้มีน้อยคนที่จะรู้จักและเข้าใจถึงแก่นแท้
ท่ามกลางกระแสการบริโภคอาหารมังสวิรัติและวีแกนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในเวลานี้
ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้โชจินเรียวริอาจจะกลายมาเป็นอาหารในกระแสหลักที่
ผู้คนให้ความสนใจมากขึ้นก็ได้…

5 ภาพยนตร์สุดเฟลในอดีต

1. After Earth
ประเดิมที่เรื่องแรก After Earth หลังที่ผู้คนส่วนมากพยายามเหนี่ยวรั้ง ฉุดกระชากลากถู คอยเตือนไม่ให้ไปดู
ก็ยังดันทุรังไม่ยอมฟังความเห็นใดๆ เพราะเชื่อว่าสักวัน M. Night จะคืนฟอร์ม และมีความรู้สึกลึกๆ ว่า วิล สมิธ
คงไม่ลดตัวมาเล่นหนังแบบนี้ จนสุดท้ายก็ได้แต่มานั่งเสียใจน้ำตาตกใน เสียดายทั้งเงินและเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะ
After Earth นั้นเป็นหนังที่กลวงจนแทบไม่มีอะไรจับต้องได้ ความสัมพันธ์พ่อ-ลูกก็ดูเวิ่นเว้อจนน่ารำคาญ
คาแรคเตอร์จาเดน สมิธ ก็งี่เง่าจนอยากให้พ่อมันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีลุกขึ้นมาถีบแม่งให้ตกเขาจนเรื่องจบๆ
ไปเสียที
2. G.I. Joe Retaliation
เนื่องจากเป็นติ่ง Gadget เจ๋งๆ และฉากแอคชั่นถล่มกรุงปารีสสุดมันส์ในภาคแรก
ก็ทำเอาไม่ลังเลที่จะตีตั๋วไปดูในภาคที่ 2 แต่แล้วความหวังก็ต้องพังทลายเมื่อหนังตัดอุปกรณ์เท่ๆ
ในภาคแรกทิ้งไปจนแทบเหี้ยน จนเหลือแต่ฉากแอคชั่นห่วยๆ ซ้ำๆ ของคนไล่ยิงกัน คนไล่ต่อยกันที่ดูมาจนเบื่อสุดๆ
แล้ว ส่วนบทก็ก็ห่วยลงจนเดาได้ตั้งแต่ต้นยันจบ ตัวละครก็ช่างจืดชืดไม่มีคาแรคเตอร์เท่ๆ เอาเสียเลย
หากจะให้หาจุดที่ดีคงมีเพียงอย่างเดียวซึ่งก็คือฉากแอคชั่นของเหล่านินจาริมหน้าผานั่นเอง
3. Grown Ups 2
สารภาพว่าจริงๆ ก็รู้ก่อนที่จะได้ดูแล้วว่า Grown Ups เป็นหนังตระกูลที่ห่วยถ้าจะต้องดูคนเดียว
เพราะในภาคแรกการนั่งดูกับแก๊งเพื่อนเก่าๆ ก็รู้สึกเหมือนได้ระลึกความหลัง ได้หัวเราะแต่ละฉากไปตามๆ กัน
ต่างกับภาคนี้ที่ต้องทนนั่งดูคนเดียวจนได้เห็นข้อเสียต่างๆ มากเกินกว่าจะรับได้
นอกจากเนื้อเรื่องจะไร้แก่นสารชนิดที่เรียกว่าไม่มี "บท" ก็เชื่อได้อย่างสนิทใจ อีกทั้งหนังเดินหน้าโคตรไร้ทิศทาง
ความตลกก็มีแต่มุกแบบเจ็บตัว มุกอุบาทว์มากมาย
จนสุดท้ายดูจนจบเรื่องก็ยังพบว่าหนังนั้นยังคงอยู่จุดเดียวกับตอนต้นเรื่องอยู่เลย
4. Machete Kills
หากกรอบของหนังคือทะเลแล้ว Machete Kills ไม่ได้ออกไปแค่ทะเล แต่เป็นหนังที่ออกไปไกลถึงอวกาศเลยทีเดียว
ขนาดทำใจว่าจะต้องเจอกับหนังคัลท์แล้วก็ยังไม่คิดว่าเฮียโรดิเกรซแกจะเล่นกันถึงขนาดนี้
แต่นี่ก็ไม่ว่ากันถ้าเนื้อเรื่องมั่วซั่วแล้วยังสนุก แต่ที่เซ็งก็คือหนังมันดันไม่สนุกด้วยนี่สิ ทั้งการดำเนินเรื่องแบบมั่วสุดๆ
วิ่งตะลุยไปเรื่อย ฉากแอคชั่นก็ไม่โดนใจเหมือนภาคก่อน มุกตลกที่ฮาก็หายไปเสียหมด
จนสุดท้ายก็เหลือแต่ลูกบ้าเพียวๆ ที่ไม่พอจะทำให้หนังดูเพลินขึ้นมา
5. R.I.P.D.

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่หาคำตอบไม่ได้สักทีว่าสร้างมาเพื่ออะไร? เพราะ R.I.P.D. คือการทำซ้ำกับ MIB แทบทุกประการ
จะมีสิ่งที่แตกต่างก็แค่จากมนุษย์ต่างดาวเป็นปีศาจแค่นั้นจริงๆ นอกจากความซ้ำซากของหนังและฉากต่างๆ
ในเรื่องแล้ว R.I.P.D. ยังสร้างคาแรคเตอร์คู่หูที่ดูน่ารำคาญที่สุดใน 3 โลก
บวกตัวร้ายที่กระป๋องกระแป๋งที่ดูยังไงก็ไม่มีอะไรน่าจดจำแม้แต่น้อย
จนสุดท้ายดูไปก็ได้แต่วนถามตัวเองด้วยคำถามเดิมว่า มันจะสร้างมาเพื่ออะไร?…

Ready Player One จาก

เปิดมิติความมันส์กับ Ready Player One จาก สตีเว่น สปีลเบิร์ก

สุดยอดหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ สตีเว่น สปีลเบิร์กเลยก็ว่าได้…

สำหรับ Ready Player One เป็นการผสมผสานกับเทคโนโลยีเกมสมัยใหม่บวกเข้ากับเกมยอดฮิตของยุค 80 ซึ่งหากใครเป็นคอเกมเรื่องนี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งแฃปวงเอาแค่โปสเตอร์ก็แฝงไปด้วยความคลาสสิคปนความล้ำยุคที่สะดุดตาแบบสุดๆไปเลย สำหรับ Ready Player One จริงๆแล้วมันคือเรื่องแต่งที่มาจากหนังสือขายดีในปี 2011 จากผลงานปลายปากกาของ เออร์เนส ไคลน์ ที่เป็นหนังสือยอดฮิตจนถูกนำมาสร้างเป็นหนังจอเงิน
หนังพาคุณไปสู่โลกอนาคตยุคปี 2045 ที่โลกแห่งความเป็นจริงเรื่องความเสื่อมโทรมจนคนส่วนใหญ่หนีไปใช้ชีวิตในโลกของออนไลน์อันเต็มไปด้วยสุดยอดเทคโนโลยีที่เป็นโลกที่เรียกว่า อิ โอเอซิส ซึ่งเป็นการสร้างโลกใหม่จากฝีมือของ ฮาลลิเดย์ ชายผู้เป็นสุดยอดอัจฉริยะที่ได้ล่วงลับไปแล้วที่เขาไก้ร่วมมือกับเพื่อนซี้ของเขาอย่างที่ชื่อ มอร์โรว์ ที่ได้ร่วมกันสร้างขึ้นมา ซึ่งก่อนที่ ฮาลลิเดย์ จะตายไปเขาได้ฝากข้อความสุดท้ายของเขาเอาไว้ว่าจะมอบทรัพย์สินของบริษัทที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับใครก็ตามที่สามารถหากุญแจครบสามดอก และสามารถไขไปสู่อีสเตอร์เอ้กได้ก็จะได้รับทรัพย์สมบัติไปครองทันทีจริงๆก็แอบเหมือนตอนที่โกล โรเจอร์ ทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คนทั่วโลกต่างออกทะเลไปตามหาสมบัติของเขาอย่างการ์ตูนเรื่องวันพีซอยู่เหมือนกัน
สำหรับตัวพระเอกนั้นมีนามว่า เวด ส่วนชื่ออวตารในเกมของเขามีชื่อว่า พาร์ซิวาล ซึ่งเป็นหนึ่งในกันเนอร์ที่ไม่ยอมเข้าร่วมทีมกับใครเพื่อออกค้นหากุญแจ แต่แม้จะโดดเดี่ยวชอบลุยคนเดียว แต่เขาก็มีเพื่อนสนิทในเกมอย่าง เอช สุดยอดนักซ่อมอัจฉริยะผู้ซ่อมแซมได้ทุกอย่าง พร้อมด้วย ไดโตะ ซามูไรสุดเทห์จากญี่ปุ่น และโช เด็กหนุ่มวัยเพียง 12 ปี ที่มาในรูปแบบอวตารครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างขาเป็นสัตว์ และเป็นนินจามากฝีมือ แต่ประเด็นสำคัญคือการมีสาวปริศนาที่เรียกว่า อาร์ทิมิสที่ได้ฉายาในโลกออนไลน์ว่านักฆ่าไอโอไอ ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มบริษัทที่มีเจ้าความกระหายในอำนาจที่จะหุบโลกโอเอซิสมาไว้ในครอบครองที่บริหารโดยชายที่ชื่อ โซเรนโต ที่เขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมกำจัดคู่แข่งแบบไม่เลือกวิธีการเพื่อให้บรรลบุเป้าหมายของตัวเอง
ที่น่าตื่นตาตื่นใจคือหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยเหล่าตัวละครที่โด่งดังมาจากทั้งในเกม และการ์ตูนเรื่องต่างๆรวมไปถึงสุดยอดการ์ตูนชื่อดังอย่างกันดั้มด้วย ซึ่งเป็นการซื้อลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้อง และมันมีมากจนทำให้ผู้ชมต้องร้องว้าวออกมาอย่างแน่นอนแต่ก็มีเรื่องน่าเสียดายนิดหน่อยนั่นคือไม่มีตัวละครจากค่ายดิสนีย์ มาเวลรวมถึงสตาร์วอส์ แต่ก็มีตัวละครอื่นๆที่ดึงดูดความสนใจได้เยอะทีเดียว
แต่ที่ทำให้หนังน่าสนใจแบบสุดๆก็คือการได้ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เข้ามารับหน้าที่เป็นผู้กำกับเงอ และชื่อนี้ก็บ่งบอกในเรื่องของสุดยอดคุณภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะหนังแนวนี้ที่ป๋าแกถนัดเหลือเกิน และการเข้ามาของเขาทำให้หนังมีความลงตัวแบบสุดๆมีจุดเดินเรื่องที่ชวนให้น่าสนใจติดตามอยู่ตลอดเวลาที่สำคัญยังมีจำนวนตัวละครที่ต้องบอกว่าเยอะมากๆทำให้คนดูไม่รู้สึกเบื่อ และรู้สึกเพลิดเพลินตื่นตาตื่นใจไปกับการเล่นตัวละครดังๆที่เข้ามาร่วมแจมในหนังเรื่องนี้อีกด้วยแม้พวกตัวละครอื่นๆจะเป็นเพียงแค่ตัวประกอบที่วิ่งผ่านฉากก็ตาม ซึ่งโดยรวมแล้วต้องบอกว่านี่คือหนังที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีของป๋าแกเลยก็ว่าได้…

ภาพยนต์

นิโคลัส เคจ ผลงานที่น่าจดจำก่อนล้มละลาย

นิโคลัส เคจ หนังแอ็คชั่นควบคู่กับการผจญภัย
การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้อํานวยการสร้าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์
กับดารานําชาย นิโคลัส เคจ ซึ่ง เคยสร้างความทรงจําดีๆ ให้แฟนหนังจากผล
งานสุดมัน Con Air และ The Rock ใน National Treasure ภาค 1 ซึ่งถูกมองว่าเป็น
ส่วนผสมของ Indiana Jones, Tomb Raider และ The Mummy

นิโคลัส เคจ มารับบทเบนจามิน แฟรงคลิน เกตส์ นักโบราณคดีนัก ผจญภัย
(คาแรกเตอร์เดียวกับตัวละครเอกใน หนัง 3
เรื่องที่เอ่ยชื่อมา)ตลอดชีวิตเบนจามินติดตามค้นหา
ขุมทรัพย์ที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง นั่นคือ ขุมสมบัติล้ําค่าของกลุ่มอัศวินผู้ทําหน้าที่
คุ้มครองชาวคริสต์เดินทางไปกรุงเยรูซาเลม

เขาเชื่อว่าลายแทงขุมทรัพย์ต้องอยู่ที่ไหนสัก
แห่งในอเมริกาเขาสืบจนพบว่าลายแทงสมบัติซ่อนอยู่
ด้านหลังแผ่นคําประกาศอิสรภาพของอเมริกาซึ่งอยู่ในความดูแลของ อบิเกล เชส
(ไดแอนครเกอร์) หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เขาต้องไปขอความ ช่วยเหลือจากเธอ
และใช้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ระดับอัจฉริยะของเพื่อนคู่หู (จัสติน บาร์ธา)
ในการถอดรหัสลับ

เมื่อมีฝ่ายพระเอกก็ต้องมีฝ่ายผู้ร้าย..กลุ่ม ผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้นําโดย เอียน ฮาว
(ฌอน ปืน) มหาเศรษฐีนักล่าสมบัติชาวอังกฤษ
ซึ่งทําทุกวิถีทางเพื่อเป็นเจ้าของขุมทรัพย์อันล้ําค่าการล่าสมบัติและไล่ล่านักล่าสม
บัติเกิด ขึ้นในหลายโลเคชั่น ไล่เรียงตั้งแต่ซากเรือ โบราณใต้อาร์กติก
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหรัฐฯ ห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ อนุสาวรีย์ สําคัญๆ
ในวอชิงตัน ระฆังประกาศ อิสรภาพในฟิลาเดลเฟีย โบสถ์ทรินิตี้ใน วอลล์สตรีท
และสุสานใต้ดินในแมนฮัตตัน

จากโลเคชันและเรื่องราวดังกล่าว ทําให้ นักวิจารณ์บางคนมองว่า National Treasun
เป็นหนังผจญภัยที่จะทําให้ผู้ชมได้รับรู้เกรี ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะการปฏิวัติ ในอเมริกา
และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้น

กว่าจะออกมาเป็น National Treasure หนังเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนที่ โอเรน
เอวีฟ คิดพล็อตหลักขึ้นมาได้ จากพล็อตหลัง ของเขา
หนังเรื่องนี้ต้องใช้คนเขียนบทถึง 9 คน จนกระทั่งได้บทสุดท้ายที่ใช้ในการถ่ายทํา
ซึ่ง เป็นเครดิตของ เท็ด เอลเลียต กับ เทอร์รี รอสซิโอ เจ้าของบทภาพยนตร์ Pirates
Of The Caribbean ทั้งภาค 1 ที่ออกฉายไปแล้ว และ ภาค 2 ที่กําลังลงมือสร้าง

ใครที่เคยชอบ Con Air, The Rock, Indiana Jones, Tomb Raider, The Mummy
ซึ่งมีบางแง่มุมเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับ หนังเรื่องนี้ มีสิทธิ์ที่จะชอบ National Treasure
ไม่ต่างจากหนังทั้งหลายที่เอ่ยชื่อมาและยังสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของอเมริกั
นไปในตัวอีกด้วย…

ภาพยนต์

ซีรี่ย์ Netflix

ซีรี่ย์ Netflix แนะนํา 2018
Lost in Space : ทะลุโลกหลุดจักรวาล
อีกหนึ่งซีรี่ส์ไซไฟที่น่าสนใจจากทาง Netflix ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยในอวกาศของครอบครัวโรบินสัน
ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด ระหว่างเดินทางไปจักรวาลอาณานิคม
เหตุฉุกเฉินทำให้ยานของครอบครัวตกลงที่ดาวดวงหนึ่งที่ไม่รู้จัก และการผจญภัยก็ได้เริ่มขึ้น ณ จุดนั้น
Mob Psycho : 100คนพลังจิต
Mob Psycho 100หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นคือモブサイコ 100เ
ป็นผลงานต้นฉบับมังงะชื่อดังที่แต่งโดยอ.Oneแล้วยังเป็นผู้เขียนผลงานมังงะชื่อดังอีกหนึ่งเรื่องอย่างOne Pun
ch Manอีกด้วย โดยปัจจุบันผลงานเรื่องMob Psycho 100เขียนอยู่ในเว็บไซต์ออนไลน์
แล้วได้ตีพิมพ์เป็นฉบับรวมเล่มในเครือของสำนักพิมพ์Shogakukanออกมาแล้วถึง 14 เล่มด้วยกัน
เป็นเรื่องราวของ“คาเงยาม่า ชิเงโอะ”เด็กหนุ่มมัธยมปีสอง หรือม็อบผู้ มีพลังจิตที่มหาศาลถึงระดับ 100
นั่นจึงทำให้เขาได้กลายเป็นผู้ผดุงความถูกต้อง ที่ต้องคอยปราบเหล่าผู้มีพลังจิตในทางที่ผิด
แม้ว่าเขาจะมีพลังพิเศษที่ดีกว่าคนอื่นแค่ไหน… แต่เขากลับเลือกอยากที่จะเป็นคนธรรมดาๆ เสียมากกว่า
Dark
Darkเป็นภาพยนตร์ซีรีส์แนวสยองขวัญลึกลับอีกหนึ่งเรื่องของทางช่องNetflixจากฝีมือการกำกับของBaran
bo Odar ซึ่งเรื่องนี้มีกลิ่นอายของภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังอย่าง ItและTwin Peaks

เรื่องราวกล่าวถึงคดีการหายตัวไปของเด็ก สองคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน
โดยมีการทดลองบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นที่นี้ โดยเนื้อเรื่องจะเป็นการตัดสลับไปมาระหว่างปี 1986
กับปีปัจจุบันเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้กันแน่? แล้วมีอะไรอยู่ในความจริงนี้
Godzilla : Monster Planet
เรื่องราวกล่าวถึงการสิ้นสุดของความ รุ่งโรจน์ของเหล่ามวลมนุษยชาติในช่วงฤดูร้อนครั้งสุดท้ายของศตวรรษที่ 20
มนุษย์ได้ละทิ้งโลกหลังจากที่เหล่าสัตว์ประหลาดได้ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิง ความเป็นใหญ่
ซึ่งนั่นทำให้เหล่ามนุษย์ต้องสูญเสียความเป็น“ผู้อยู่บนจุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง”ซึ่งราชาที่แท้จริงของโลกนั้น
คือ“ก็อตซิลล่า”อสูรกายขนาดใหญ่ที่ได้สมยานามว่าเป็น“ราชาแห่งเหล่าสัตว์ประหลาดทั้งปวง” (The King
of Monster)
… และในปี 2048 เป็นเวลาถึง 20 ปีที่มนุษย์ได้พยายามเดินทางไปหาดินแดนแห่งใหม่เพื่อตั้งรกราก ทว่า“Tau
Cetie”ดวงดาว ที่ไปยืนนั้นมีความแตกต่างทางระบบนิเวศจนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
ประกอบกับบนยานสำรวจที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ก็มีสภาพที่เสื่อมโทรมทางด้าน ระบบยังชีพอย่างมาก
ทำให้มนุษย์ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังดวงดาวบ้านเกิดของตัวเอง

Kakegurui : โคตรเซียนโรงเรียนพนัน
Kakegurui (賭ケグルイ) เป็นผลงานต้นฉบับมังงะที่แต่งเรื่องโดยอ.Homura
Kawamotoวาดภาพประกอบโดยอ.Touru Naomura นำมาทำเป้นซีรี่ส์แล้ว

เรื่องราวกล่าวถึง“โรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ”ที่มีกฎกติกาการควบคุมเหล่านักเรียนด้วยการ“เล่นการพนัน”เพื่
อ แบ่งชนชั้นภายในโรงเรียน โดยผู้ที่ชนะการพนันนั้นจะมีสิทธิที่เหนือกว่าผู้ที่แพ้การพนัน
และสามารถกระทำอะไรต่อผู้แพ้ก็ได้ซึ่งในโรงเรียนนี้เอง…“จาบามิ
ยูเมะโกะ”เด็กสาวปริศนาผมดำยาวสลวยได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อที่นี่
เธอเป็นนักเรียนปีสองที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ ห้องฮานากุมิ เธอเป็นคนสวย
นิสัยสุภาพเรียบร้อยและเป็นกันเองมีไหวพริบในการเล่นการพนัน
แต่ก็มีนิสัยแอบจิตตรงที่เธอเสพติดการพนันอย่างเต็มขั้นและกล้าเสี่ยงกับเงื่อนไขการเดิมพันอันตรายอยู่เสมอ…

ภาพยนต์

หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

จำได้ไหม เลโมนี่ สนิคเก็ต หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่เพียงมีชื่อยาวเฟื้อยเหมือนแต่ละตอนของ พ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่หนัง
Lemony Snicket's A Series Of Unfortunate Events
สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีที่ขายดิบ ขายดีในอเมริกาเช่นเดียวกัน
แม้จะโด่งดังระดับโลก น้อยกว่าผลงานของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง

เลโมนี่ สนิคเก็ต (Lemony Snicket) ซึ่ง ปรากฏในชื่อหนัง คือนามปากกาที่ แดเนียล
แฮนด์เลอร์ ใช้ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีออกมาแล้ว 11 เล่ม และ 3
เล่มแรก ถูกนํามา ยํารวมกันกลายเป็นหนังชื่อยาวเฟื้อยที่เรากําลัง กล่าวถึง
โดยเจ้าของบทประพันธ์มาเป็นคนเขียน บทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เรื่องราวในหนัง (และหนังสือ) ของเลโมนี่ สนิคเก็ต
เกี่ยวกับโชคชะตาของพี่น้องตระกูล โบดแลร์ 3 คน คือ ไวโอเล็ต (เอมิลี่ บราวนิ่ง)
คลาวส์ (เลียม ไอเกน) และ ซันนี่ (รับบทโดย คู่แฝด คาร่า และ เชลบี้ ฮอฟฟ์แมน)
ผู้มีชีวิต แสนสมบูรณ์ จนกระทั่งคฤหาสน์โดนไฟไหม้อย่าง ลึกลับ
และพ่อแม่เสียชีวิตในกองเพลิง

พวกเขาไม่มีญาติสนิท และพินัยกรรมระบุ เอาไว้ว่า
พวกเขาจะได้ครองสมบัติเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัวแล้ว
เด็กกําพร้าทั้งสามจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ เคานต์โอลาฟ (จิม แคร์รี่)
นักแสดงผู้หลงตัวเอง และกระหายจะฮุบสมบัติเป็นของตัวเอง

สามพี่น้องพยายามหนีจากเงื้อมมือของโอลาฟ และหนีรอดไปได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเคานต์ผู้ชั่วร้ายต้องตามไปก่อกวนอยู่ใกล้ๆ
เสมอ

"ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกํากับหนังเรื่องนี้ สักเท่าไหร่" แบรด ซิลเบอร์ลิ่ง
เล่าให้ฟัง "เพราะผม ไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อนิยายชุดนี้มาก่อน แต่
หลังจากเดินไปหาข้อมูลในร้านหนังสือ และเอามา อ่าน ผมชอบ
และยินดีจะเป็นผู้กํากับในทันที

"เรารู้ดีว่าสามารถแปลงหนังสือชุดนี้ ให้กลาย เป็นหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of
O2 ได้ จูเลีย พิสเตอร์ ผู้บริหารสตูดิโอพาราเมาท์ บอกถึง
ความตั้งใจในการนําหนังสือสําหรับเยาวชนทุกคน

หนังสือชุดนี้ผสมผสานระหว่างทัศนคติ ยุคใหม่กับรายละเอียดยุคเก่า"
ผู้กํากับออกความเห็น "มันสร้างความรู้สึกเหมือนฝันกลางวันผสมกับฝันร้าย
แบบที่เราเคยมีสมัยเป็นเด็ก" ดังนั้นภาพลักษณ์ของ หนังจึงเป็นลูกผสมระหว่าง
Mary Poppins กับ The Night Of The Hunter หนังทริลเลอร์ปี 1955

อย่างบ้านรูปทรงเหมือนเรือของป้าโจเซฟิน (เมอรีล สตรีพ)
มีลักษณะภายในชวนให้นึกถึงเรือ ดําน้ําของกัปตันนีโม
หรือแมนชั่นของเคานต์โอลาฟ ผู้ชั่วร้าย ภายในเต็มไปด้วยข้าวของที่น่ากลัว เช่น
จานสกปรกนับร้อยใบถูกตั้งทิ้งไว้ในครัวมืดๆ มี เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ําคร่าอายุกว่า
100 ปี และรูป ลูกนัยน์ตาน่ากลัวเต็มไปหมด…