5 ภาพยนตร์โรแมนติดคอมเมดี้ที่ควรชม

ภาพยนตร์อย่างที่เราทราบกันว่ามีหลากหลายแนวหลายสไตล์ที่แตกต่า
งกันออกไป
ซึ่งความชอบของแต่ล่ะบุคคลนั้นแน่นอนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความรักออกแนวโรแมนติกและติดตลก
ถือว่ามีการผลิตออกมาค่อนข้างเยอะ
วันนี้เรามีภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ควรรับชมมาฝากกัน
1.50 First Dates
ภาพยนตร์รักเรื่องนี้ให้ความรู้สึกสบายๆ เรื่องราวที่ดูง่าย
โดยเป็นเรื่องราวของ ‘เฮนรี่’
สัตวแพทย์หนุ่มที่ดูไม่ค่อยจะอยากมีรักเป็นเรื่องเป็นราวซักเท่าไหร่
จนไปปิ๊งเข้ากับ ‘ลูซี่’ และได้พบว่าเธอมีความทรงจำเพียงระยะสั้น
พอพ้นวันทุกอย่างในหัวของเธอจะถูกลบออกหมด
และนั่นคืออุปสรรคแสนยิ่งใหญ่ที่เขาจำต้องทำให้เธอตกหลุมรักเขาใหม่
ทุกวัน แค่ได้ยินเรายังท้อ แต่บอกเลยว่าเฮนรี่ไม่หวั่น
เขาเพียรบอกรักเธอทุกวัน ทำให้เธอรักเขาใหม่ทุกๆ วัน
2.(500) Days of Summer

สำหรับหนังโรแมนติกเบาสมองที่มาพร้อมความน่ารักไม่เหมือนใครเรื่อง
นี้ ด้วยเรื่องราวของ ‘ทอม’ นักเขียนคำในการ์ดอวยพร
ชายหนุ่มแสนโรแมนติกที่กลับโดน ‘ซัมเมอร์’ แฟนสาวทิ้งหลังจากเวลา
500 วันที่อยู่ด้วยกันมา หนังจะพาเรากลับไปมองความผิดพลาดเหล่านั้น
ผ่านการเรียบเรียงเรื่องราวให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาพที่น่าจดจำ
กับภาพที่อยากลืมของความรัก เรื่องนี้พระนางเคมีดีมาก
ดูแล้วได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ธรรมดาๆ
ให้เราได้คิดทบทวนทั้งในมุมมองแสนสุข และแสนเจ็บ
3.Crazy, Stupid, Love
ภาพยนตร์ที่เสนอเกี่ยวกับความรักตั้งแต่เด็ก หนุ่มสาว
จนเข้าวัยผู้ใหญ่ หนังไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน
แต่เน้นที่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

ผ่านตัวละคร ‘คาร์ล’ พ่อบ้านที่แสนจะเย็นชากับภรรยาตัวเอง
จนเธอทนไม่ไหวและแอบไปมีชู้ในที่สุด คาร์ลต้องไปขอคำปรึกษาจาก
‘จาค็อบ’ เสือผู้หญิงตัวพ่อที่เสนอแผนเปลี่ยนคาร์ลให้มีเสน่ห์ขึ้น
แต่จาค็อบเองก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องการจีบหญิงเช่นกัน
เขาจึงหันไปปรึกษาคาร์ล กลายเป็นเรื่องราววุ่นวาย
หนังมีอะไรที่ไม่คาดคิด
4.Love, Rosie
จากหนังสือนิยายสู่จอหนังให้แฟนๆ ได้ฟิน
มาพร้อมกับพระเอกหล่อมาก นางเอกสวยมาก ภาพงามมากๆ
เพลงเพราะมาก และเนื้อหาดูมีอะไรมากๆ เรื่องราวของ ‘โรซี่’ และ
‘อเล็กซ์’ ที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก
และวาดฝันว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน
แต่โรซี่ดันพลาดตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ ด้วยความรักที่มี
โรซี่ไม่อยากเป็นถ่วงอเล็กซ์
เธอปล่อยให้เขาได้ไปเรียนต่อและเจอสังคมใหม่ๆ และเมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้การกลับมาพบกันอีกครั้งของทั้งคู่ทำให้คนดูต้องลุ้นว่าจะลงเอยเช่
นไร
5.Made of Honor
เรื่องราวของ‘ทอม’ ชายหนุ่มที่ยังหวงแหนชีวิตโสดเหนือสิ่งอื่นใด
จนเมื่อเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอาจเป็นเพราะเขารัก ‘ฮันน่า’
เพื่อนสาวคนสนิท แต่ข่าวร้ายต้องมา
เมื่อฮันน่าแจ้งข่าวการหมั้นหมายกับเศรษฐีหนุ่มชาวสก็อต
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังร้องขอให้ทอมช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้
เป็นพล็อตแบบที่ทำให้เรากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปพร้อมๆ กับตัวละคร…

Into the woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Into the woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ประเภท : Fantasy, Comedy, Family
ผู้กำกับ : ร็อบ มาร์แชล
นักแสดง : Meryl Streep, Johnny Depp, James Corden, Emily Blunt, Mackenzie Mauzy, Daniel
Huttlestone, Chris Pine
เข้าฉาย : 15 มกราคม 2558
ภาพยนต์ดัดแปลงมาจากเทพนิยาย หากคุณเคยรู้จักกับ หนูน้อยหมวกแดง, ราพันเซล, ซินเดอเรลลา
และแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ไม่สิ คุณคงรู้จักมาก่อนอยู่แล้ว
คราวนี้คุณจะได้สนุกกับการนำเอาเทพนิยายทั้งสี่มาปั่นรวมกัน ผลงานการกำกับโดย ร็อบ มาร์แชล
ผู้เคยอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์มิวสิคัลรางวัลออสการ์ “ชิคาโก้”
ละครบรอดเวย์ด้วยเนื้อหาที่ร้อยเรียงจาก 4 เทพนิยายของ สตีเฟ่น ซอนด์ไฮม์
นวนิยายที่ใครๆก็ต้องรู้จักกันดี ในครั้งนี้จะจับทั้ง 4 เรื่องมารวมกันในละครที่มีชื่อว่า “Into the
woods”มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ตัวอย่าง https://youtu.be/tZ1MdFMAkZc
เนื้อเรื่อง
‘มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง’ ครึ่งหนึ่งคือเทพนิยายที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน
กับอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เคยถูกกล่าวถึง คู่สามีภรรยาคนอบขนมปังคู่หนึ่ง
โดนคำสาปจากแม่มดใจร้ายทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกได้ ด้วยความต้องการมีลูกของสามีภรรยาคู่นั้น
จึงออกเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อให้แม่มดใจร้ายถอนคำสาป
แต่เรื่องราวของทั้งสองคนก็ต้องปวดหัวเมื่อทั้งคู่หลงเข้าไปในดินแดนของเทพนวนิยายทั้ง 4 โดยไม่รู้ตัว
เพื่อถอนคำสาป ทั้งคู่ต้องรวมความกล้าแล้วเผชิญหน้ากับอุปสรรค
เรื่องราวสุดเข้มข้นรับชมกันได้แล้ววันนี้ !…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1980 : Star Wars 2 The Empire Strikes Back

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1980 เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ภาพยนตร์ไตรภาคระดับตำนานของฮอลลีวู้ด ที่ผู้กำกับ จอร์จ ลูคัสทุ่มเทจนได้รับการยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้งจนถึงปัจจุบัน
ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars 2 The Empire Strikes Backกล่าวถึงเรื่องราวให้หลัง 3 ปี จาก Star Wars ภาคแรก
แม้ดาวมรณะจะถูกทำลายลงแต่ทหารของจักรวรรดิ์ได้ต้อนกบฏจากฐานลับ
และตามล่าพวกเขาไปสุดขอบจักรวาลระหว่างการหลบหลีกกองทัพจักรวรรดิ์ กลุ่มกบฏนำโดย ลุค
สกายวอล์คเกอร์ ได้สร้างฐานลับขึ้นใหม่บนดาวน้ำแข็งแห่งฮอธ ทำให้ ดาร์ธเวเดอร์ ต้องส่งหุ่นสอดแนมนับพันไปในห้วงอวกาศ
กระทั่งหาพบ และได้ส่งกองกำลังโจมตีจนฝ่ายกบฏต้องหลบหนีไป หลังจากนั้น ลุค
ได้แยกตัวออกไปตามหาปรมาจารย์เจไดโยดา บนดาวเดโกบาห์ตามคำบอกของ โอบีวัน เคโนบี ส่วน ฮัน โซโล มีภารกิจต้องพา
เจ้าหญิงเลอา หนีการตามล่าของยาน Star Destroyer ของฝ่ายจักรวรรดิ
เรื่องราวทั้งหมดใน Star Wars 2 The Empire Strikes
Back อยู่ที่การหลบหนีเป็นหลัก กระทั่ง ฮัน โซโล โดน
ดาร์ธเวเดอร์ จับตัว ทำให้ ลุค ต้องบุกเข้าไปช่วยเหลือ
กระทั่งได้พบความจริงอันแสนโหดร้ายภายใต้หน้ากากของ ดาร์ธเวเดอร์
แค่เกริ่นเนื้อเรื่องมาก็แทบจะอดใจดูไม่ไหวแล้ว
มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Star Wars 2 The Empire Strikes
Back จะกวาดรายได้มโหฬารกว่า 530 ล้านดอลลาร์
จากการเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทั้งที่ใช้ทุนสร้างแค่ 18 ล้านดอลลาร์
นอกจากเนื้อเรื่องที่ช่วนติดตาม แถม จอร์จ ลูคัส
ยังร่ายมนตร์จนผู้ชมไม่รู้สึกเบื่อ ภาพยนตร์ Star Wars 2 The
Empire Strikes Back ยังทำให้โลกเห็นว่าเทคโนโลยี CG
นั้นก้าวหน้ามากเพียงไร เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้านั้นในภาคแรก
ขณะเดียวกัน Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ยังไม่ได้เป็นภาพยนตร์ Sci-fi เพียงอย่างเดียว หากแต่ จอร์จ ลูคัส
ยังได้บรรจงเติมความเป็น Fantasy เข้ามาด้วยทำให้หนังมันดูล้ำและน่าค้นหาเป็นอย่างมาก
เท่านั้นไม่พอ Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ยังปูเรื่องไปสู่ภาคที่ 3 หรือภาคจบได้อย่างน่าสนใจและไม่ได้เฉลยข้อสงสัยทั้งหมดในทันที
อีกทั้งยังขมวดปมให้ข้องใจมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นทำให้ภาค 3 ของ
Star Wars เป็นอะไรที่คอหนังเฝ้ารอคอยเป็นอย่างมาก
สรุปว่า Star Wars 2 The Empire Strikes Back
เป็นภาพยนตร์ที่คนรักหนังต้องได้ชมได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต
เพราะตลอดระยะเวลา 127 บนจอ คุณจะไม่รู้สึกเบื่ออย่างแน่นอน
และอาจต้องรีบหยิบภาค 3 ขึ้นมาดูต่อทันทีที่หนังจบลง…

3 อนิเมะชื่อดังแห่งญี่ปุ่น

Momotaro Sacred Sailors
นับเป็นอนิเมะยาวเรื่องแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านั้น อนิเมะส่วนใหญ่ถูก
สร้างขึ้นมักจะมีรูปแบบเป็นอนิเมะสั้นๆ ไม่กี่นาที ซึ่งนั่นก็เป็นรูปแบบที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดในการสร้างอนิเมะ แต่
Momotaro: Sacred Sailors ผลงานของ Mitsuyo Seo ออกฉายครั้งแรกในปี 1944
ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะญี่ปุ่นในฐานะที่เป็น อนิเมะยาวเรื่องแรกของญี่ปุ่น เนื้อเรื่องของอนิเมะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของนายทหารเรือชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่
คนนึงที่ต้องทำสงครามเพื่อชัยชนะของจักรวรรดิญี่ปุ่น แน่นอนว่าการเนื่อเรื่องแบบนี้ ออกมาในช่วงปี 40s
นี้เหตุผลที่ทำให้มีการสร้างอนิเมะเรื่องนี้ก็คือเพื่อเป็น โฆษณาชวนเชื่อ ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น
แต่ไม่ว่าจะเพราะการมีตัวตนขออนิเมะเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดการสร้างอนิเมะตอนยาวเรื่องอื่นๆเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

Kimba the White Lion
นับเป็นอนิเมะซีรีย์ภาพสีแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดย Kimba the White Lion อนิเมะ
ในตำนานจากลายมือผลงานของปรมาจารย์อย่าง อ.เท็ตสึกะ โอซามุ ออกฉายในปี 1965 ทางช่องฟุจิทีวี
โดยเรื่องนี้นอกจากจะโด่งดังไปหลายๆ ประเทศแล้ว ยังรังสรรค์มาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะซีรีย์ญี่ปุ่นอีกอย่าง
ก่อนหน้านี้ อนิเมะที่ได้ทำเป็นภาพสีนั้น ส่วนมากจะเป็นอนิเมะที่เป็นตอนยาว หรือภาพยนต์อนิเมะ แต่ Kimba the
White Lion เรื่องนี้ เป็นอนิเมะ เรื่องแรกของญี่ปุ่นที่หันมาใช้ “ภาพสี” แทนภาพขาว-ดำ
และเนื่องด้วยการเปลี่ยนมาใช้ภาพสี เนื่องจากภาพสีนั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีกว่าภาพขาว-ดำ ส่งผลให้ Kimba
the White Lion กลายเป็นอนิเมที่มีชื่อเสียงมากๆในญี่ปุ่นและกลายเป็นต้นแบบในการใช้ภาพสีของอนิเมในภายหลัง

Doraemon
ปิดท้ายกันที่ อนิเมะที่สร้างชื่อกระฉ่อนให้ญี่ปุ่นไปทั่วโลก แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักอนิเมะเรื่อง โดราเอม่อน
เรื่องนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักดูอนิเมรุ่นไหนๆก็ต้องรู้จักกับเจ้าแมวสีฟ้าที่มีของวิเศษจำนวนมาก
กับเด็กผู้ชายที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหนแต่กลับมีความพยายามในเรื่องที่ตนสนใจอย่าง โนบิตะ และเพื่อนๆของทั้ง 2 คนอย่างแน่นอน
โดเรม่อนนั้นออกฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 1970 และเป็นอนิเมะ เรื่องแรกที่ได้ฉายไปทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
และได้รับเสียงตอบรับและชื่นชมจากผู้ชมทั่วโลกอย่างล้นหลามกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทำให้วงการอนิเมะญี่ปุ่นนั้นขึ้น
ถึงจุดสูงสุดหรือเรียกได้เลยว่าเป็น “ยุคทองของ” โดราเอมอนนั้นได้ให้อะไรเรามากมาย ทั้งความสนุก ความรัก
และที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพ ทั้งหมดนี่ทำให้พวกเราทุกคนยังคงจดจำภาพของเจ้าแมวสีฟ้าไร้หูได้อย่างไม่มีลืมเลือน

 …

การกลับมาของปีเตอร์ แจ็คสัน 17 ปี นับจาก The Lords of the Rings

ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับฝีมือดีจากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The
Hobbit เตรียมส่งผลงานใหม่ให้แฟนหนังได้กรี๊ดกันอีกครั้ง ในผลงานอำนวยการสร้าง
Mortal Engines สมรภูมิล่าเมือง: จักรกลมรณะ ที่จะมีเข้าฉายในวันที่ 13 ธันวาคมนี้
ภาพยนตร์ Mortal Engines ดัดแปลงจากหนังสือซีรีย์ดังของ ฟิลิป รีฟ ในปี
2001 แต่ก่อนที่เราจะไปพบกับหนังใหม่ วันนี้เราขอพาทุกคนย้อนรำลึกไปกับ 17ปีของ
The Lord of the Rings มหากาพย์แฟรนไชส์สุดยิ่งใหญ่ ที่ทำเงินทั่วโลกเกือบ 3000
ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ผลงานอำนวยการสร้างและกำกับของ ปีเตอร์ แจ็คสัน
The Lord of the Rings สร้างจากหนังสือของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มีทั้งหมด 3
ภาค ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และออกฉายต่อกัน 3 ปี คือ
ปี 2001 : The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring-ทำรายได้ทั่วโลก 869 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ปี 2002 : The Lord of the Rings: The Two Towers-ทำรายได้ทั่วโลก 923.3 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ปี 2003 : The Lord of the Rings: The Return of the King-ทำรายได้ทั่วโลก
1,119 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ รวมทั้งหมด 3 ภาค ทำเงินไปกว่า 2,911 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ในขณะที่ The Hobbit ภาพยนตร์ขยายจักรวาลของ The Lord of the Rings
ก็ทำเงินได้ไม่แพ้กัน โดยในภาคแรก The Hobbit: An Unexpected Journey
ทำรายได้ทั่วโลก 1,021 ล้านดอลล่าร์ ส่วนภาคที่ 2 กับ The Hobbit: The Desolation
of Smaug ทำรายได้ทั่วโลก 958 ล้านดอลล่าร์ และ The Hobbit: The Battle of the
Five Armies ทำรายได้ทั่วโลก 956 ล้านดอลล่าร์ รวมทั้ง 3 ภาคทำเงินไปทั้งสิ้น
2,935 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งหากรวมหนังจักรวาลแหวนที่อำนวยการสร้างทั้งหมดโดยปีเตอร์
แจ็คสัน จะทำเงินมากถึง 6,000 ล้านดอลล่าร์เลยทีเดียว
สำหรับหนังใหม่อย่าง Mortal Engines ปีเตอร์ แจ็คสัน
จะรับหน้าที่อำนวยการสร้าง เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟแฟนตาซีในโลกใหม่
เรื่องราวหลายพันปีหลังจากที่อารยธรรมถูกทำลายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลียุค
มนุษย์ได้ปรับตัวและได้พัฒนาวิถีชีวิตใหม่ขึ้น
โดยเมืองเคลื่อนที่ขนาดใหญ่กำลังตระเวณท่องโลก และไล่ล่าเมืองที่เล็กกว่า ทอม นัทส์เวิร์ธธี (โรเบิร์ต ชีแฮน)
ชายหนุ่มซึ่งมาจากระดับล่างของเมืองเคลื่อนที่ของลอนดอน
ที่พบว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออยู่รอด หลังจากที่ได้เผชิญกับผู้ลี้ภัยสุดอันตราย เฮสเตอร์
ชอว์ (เฮรา ฮิลมาร์) ทั้งสองคนอยู่ต่างขั้วกัน มากันคนละเส้นทาง
แต่กลายมาเป็นพันธมิตรกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนอนาคต
แฟนหนังเตรียมรอชม Mortal Engines สมรภูมิล่าเมือง: จักรกลมรณะ กันได้ 13 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์…

RIVERDALE SERIES

Riverdale
ประเภท : ซีรี่ส์ , SERIES
แนว : ลึกลับ/สยองขวัญ
ผู้กำกับ : Roberto Aguirre-Sacasa
จำนวนซีซั่น : 1 season
ช่องที่ฉาย : THE CW / NETFILX
วันที่ออกฉาย : 26 มกราคม 2017
ซีรีส์วัยรุ่นสุดฮอตกำลังจะกลับมาสานต่อเรื่องราวของชาวเมืองริเวอร์เดล หลังซีรี่ส์ Pretty Little Liarsจบลง
ประมาณว่าทำออกมารับช่วงต่อเลย ในเรื่อง Riverdale สู่ซีรีส์วัยรุ่นสุดน่าค้นหาภายใต้เมืองที่ชื่อว่า
“Riverdale” จะกลับมาสานต่อเรื่องราวของชาวเมืองริเวอร์เดล ความลับที่ตัวละครแต่ละตัวเก็บซ่อนไว้รวมถึงปมที่ทิ้งไว้ในตอนสุดท้ายของซีซันที่แล้ว
ทำให้ผู้ชมและแฟนจำนวนมากเกิดคำถามมากมายว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไรกันแน่ชมตัวอย่างกันก่อน

เรื่องย่อ
Riverdale เรื่องราวเริ่มต้นจากการตายปริศนาของเจสัน บลอสซั่ม นักเรียนดีเด่นของโรงเรียน
และทุกอย่างไม่มีทางเหมือนเดิม Archie Andrews ยังคงทำตัวปกติตามสไตล์วัยรุ่นอเมริกัน
และเดินเข้าสู่เส้นทางดนตรี และหลังจากจบความสัมพันธ์ต้องห้ามกับอาจารย์สาว อย่าง Ms. Grundy
รับบทโดย Sarah Habel
ก็ไม่มีใครเป็นเป็นเทรนเนอร์ด้านดนตรีให้กับเขาติดตามเอาเองเลยแล้วกันเพราะมันเป็นซีรี่ย์ขออภัยด้วยน้ะครับ
ทั้งนี้สไตล์เรื่องมันอาจจะไม่ได้ใหม่อะไรครับ อันที่จริงมันเดินตามรอยซีรี่ส์วัยรุ่นแบบ Pretty Little Liars,
Gossip Girl มาเจอกับซีรี่ส์ลึกลับแบบ Twin Peaks อะไรประมาณนั้น
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่ากลมกล่อมไม่เลวครับ จุดเด่นอย่างแรกคงต้องยกให้ตัวละครที่จัดว่าชัดมาก
ทุกคนมีคาแรคเตอร์เด่นๆ ของตัวเองและง่ายต่อการจดจำ…

ประวัติศาสตร์ของ บอลลีวู้ด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย

เชื่อว่าคอภาพยนตร์หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า บอลลีวู้ด กันเป็นอย่างดี
แต่อาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติความเป็นมาของมัน
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาเรียนรู้สักหน่อย

ภาพจำของภาพยนตร์อินเดียนั้นจะเป็นเรื่องของการดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ
จากนั้นก็จะมีเพลงเปิดขึ้นมา ตัวละครหลักก็จะเริ่มร้องรำทำเพลงกัน
เมื่อเพลงจบก็จะตัดเข้าสู่ซีนถัดไป
นี่คือสิ่งที่ทำให้คนไทยมักจะแซวกันว่าภาพยนตร์อินเดียนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าก
ารวิ่งข้ามภูเขา ร้องเพลงจีบกัน
ทั้งที่อันที่จริงแล้วมันมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเยอะ

สำหรับคำว่า บอลลีวู้ด นั้นเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า ฮอลลีวู้ด
ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
โดยทางอินเดียได้นำเอาคำว่าบอมเบย์ ซึ่งเป็นสถานที่มาใส่ผสมเข้าไป
จนกลายเป็นคำว่า บอลลีวู้ด นั่นเอง
นี่คือความบันเทิงของชาวอินเดียที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

ในอดีตนั้นวงการภาพยนตร์ของอินเดียไม่ได้เต็มไปด้วยเสียงเพลงเหมือนกับในสมั
ยนี้ เพราะว่ายังเป็นภาพยนตร์เงียบ ช่วงยุค 1910 ถึง 1920
จากนั้นยุคทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็มาคึกคักจนเรียกได้ว่าเป็นยุค
ทองในช่วงปลายยุค 1940 ถึง 1960
มีภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายเกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dharti Ke Lal, Neecha
Nagar, Nagarik หรือ Do Bigha Zamin ขณะที่ The Apu Trilogy ก็กวาดรางวัลสำคัญๆ มากมาย

จากนั้นมาถึงช่วงยุค 1990
เรียกได้ว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย
โดยเปลี่ยนจากหนังแบบดั้งเดิมแล้วเข้าสู่ยุคหม่
เริ่มมีการสร้างภาพยนตร์หลากหลายแนวมากขึ้น
และแน่นอนว่าผู้กำกับหน้าใหม่ก็มีเพิ่มขึ้นมามากด้วยในยุคนี้

ภาพยนตร์อินเดียที่เรียกกันว่า บอลลีวู้ด มีการถ่ายทำที่พิถีพิถัน
โดยเฉพาะฉากร้องรำทำเพลงที่ต้องผ่านการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี
ต้องจางโค้ช ทีมออกแบบท่าเต้นมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
นี่แหละคือเหตุผลที่ได้บอกว่ามันมีความลึกซึ้งมากกว่าที่ใครหลายๆ
คนคิดเอาไว้เยอะ

ปัจจุบันนี้ภาพยนตร์อินเดียได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ทุกคนในประเทศใช้สิ่งนี้เป็นการหาความบันเทิงอันดับต้นๆ
รายได้จากภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงถล่มทลาย
ส่งผลไปถึงนักแสดงชั้นนำที่กอบโกยรายได้กันเป็นว่าเล่น
เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำเงินได้เป็นอย่างมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในแต่ละปีจะมีหนังใหม่ออกมาฉายอยู่เรื่อยๆ
สร้างสรรค์กันออกมาไม่หยุดราวกับว่ามีเม็ดเงินลงทุนแบบไม่จำกัด

ซึ่งจะว่าไปแล้ววงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็อาจจะไร้ขีดจำกัดทางการเงิ
นจริงๆ ก็เป็นได้…

Fifty Shades Darker ฟิฟตี้เชดส์ดาร์กเกอร์

Fifty Shades Darker / Fifty Shades Part 2
แนว : ชีวิต / โรแมนติก
ผู้กำกับ : James Foley
นักแสดง : ดาโกต้า จอห์นสัน, เจมี่ ดอร์แนน, เอโลอิส มัมฟอร์ด
ความยาว : – นาที
กำหนดฉาย : 10 กุมภาพันธ์ 2017
ที่ใดมีความคาดหวัง ที่นั่นย่อมมีความผิดหวังพ่วงมาด้วยเสมอ
เราจะได้พบกับหนังจากนิยายขายดีเรื่องหนึ่งจากการทำยอดขายไปแล้วกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก
ทั้งในในรูปแบบ e-book และหนังสือทั่วไป และถูกแปลไปแล้วทั่วโลกถึง 50 ภาษา
นับตั้งแต่ได้รับการตีพิมพ์ และแล้วภาพยนต์ที่จะเข้าโรง2017มาฉายให้เราได้ตีตั๋วเข้าไปดูในเรื่อง Fifty
Shades Darker และแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงแนวอิโรติก ติดเรท ฉ 20+ (เฉพาะผู้ที่มีอายุ 20
ปีขึ้นไปเท่านั้น) แต่ Fifty Shades Darker ซึ่งเป็นภาคต่อจากหนัง Fifty Shades of Grey
ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ไปชมตัวอย่างกันก่อนเลย

เรื่องย่อ
Fifty Shades Freed ภาพยนตร์ภาคต่อความสัมพันธ์ระหว่างแอนาสเตเชีย รับบทโดย ดาโกต้า จอนห์สัน
และมิสเตอร์เกรย์ รับบทโดย เจมี่ ดอร์แน่น เมื่อแอนัสตาเซีย (Dakota Johnson) ได้งานใหม่
งานประมาณเลขาหน้าห้องของบริษัทด้านหนังสือ เธอมีเจ้านายเป็น แจ็ค ไฮด์ (Eric
Johnson)​ผู้ชายที่พยายามจะเป็นมากกว่าเจ้านาย แต่แล้วโจทย์ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง มิสเตอร์เกรย์ (Jamie
Dornan) ผู้ร่ำรวยมหาศาลมาขอคืนสถานะเดิมอีกครั้ง
อิดออดไม่เท่าไหร่ก็ยอมกลับไปคบกันอย่างง่ายดาย​โดยเธอมีเงื่อนไขบางอย่างกำกับรักรีเทิร์นในครั้งนี้ไว้ด้วย
ไปติดตามเรื่องราวของคู่รักสุดเร่าร้อนคู่นี้จะลงเอยเช่นไรเงื่อนไขนั้นจะมีเงื่อนงำมากน้อยแค่ไหน…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1973 : The Sting

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1973เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Sting
ภาพยนตร์ต้มตุ๋นที่ไปไกลถึงการคว้ารางวัลออสการ์และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลก
ภายใต้มือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์
ภาพยนตร์เรื่อง The Sting กล่าวถึงเรื่องราวของ จอห์นนี่ฮุกเกอร์
ตัวเอกของเรื่องที่ดันไปต้มตุ๋นเงินหนึ่งในสมุนของมาเฟียใหญ่
ดอยล์ ลอนเนแกน โดยบังเอิญทำให้เพื่อนสนิทที่ร่วมตุ๋นด้วยกันอย่าง โจ อีรี่ โดนตามเก็บ
ฮุกเกอร์ จึงหนีมาหาเพื่อนเก่าอย่าง เฮนรี่ กอนดอร์ฟ
แล้วร่วมกันวางแผนเพื่อเอาคืนมาเฟียใหญ่ ลอนเนแกนด้วยวิธีการต้มตุ๋นครั้งใหญ่ โดยที่ ฮุกเกอร์
ยังต้องหนีการตามล่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาดันไปตุ๋นธนบัตรปลอมอีกด้วย
ความยอดเยี่ยมของ The Sting อยู่ที่บทภาพยนตร์ซึ่งผลักดันให้พวกเขาก้าวไปคว้ารางวัลออสการ์
เพราะตลอดทั้งเรื่องคือการต้มตุ๋นนั่นหมายความว่าต้องมีการวางแผนเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากเหยื่อดังนั้น The Sting
จึงเป็นภาพยนตร์ที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมายเพื่อทำให้เหยื่อพลาดท่าติดกับดัก
มันเยี่ยมถึงขนาดที่ว่าสามารถพาคนดูให้หลงกลตามไปด้วยไม่นับรวมแผนการที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
ปล่อยให้ภาพช่วยอธิบายให้กระจ่างชัดนอกจากนี้ตัวละครที่ต้องตกเป็นเหยื่ออย่าง ลอนเนแกน
ก็ไม่ใช่ตัวละครที่โง่เง่าเต่าตุ่นรอให้เขาหลอกอย่างเดียวหากแต่เป็นเป้าหมายที่ฉลาดทันเกมเหมือนกัน
ซึ่งเหล่านักต้มตุ๋นก็ต้องวางแผนแก้เกมให้ทันและต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ไม่ให้แผนแตกด้วย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ The Stingจะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้งบประมาณแค่ 5.5 ล้านดอลลาร์และได้รับการยกขึ้นหิ้งเป็นภาพยนตร์แนวต้มตุ๋นที่ดีสุดตลอดกาลแบบไม่ต้องเอาใครมาแทบเท่านั้นไม่พอ
การจับคู่ในฐานะดารานำของ โรเบิร์ตเรดฟอร์ด และ พอล นิวแมนคือการประกบคู่ของโคตรดาราในยุคนั้น
หลังเจิดจรัสมาจากภาพยนตร์ Butch Cassidy and the
Sundance Kid ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบสไตล์ Ragtime ก็ติดหูมากๆมีความคล้าย Jazz
ที่ช่วยลดอารมณ์ของหนังต้มตุ๋นหักเหลี่ยมตามเก็บให้ออกมาดูนุ่ม
นวลมากขึ้น ซึ่ง มาร์วิน แฮมลิสช์ ดัดแปลงดนตรี Ragtime ของสกอตต์ จ็อบลิน ออกมาได้เยี่ยมมาก
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนรุ่นเก่าๆ
เริ่มโหยหาถึงอดีต ซึ่งภาพยนตร์ The Sting
ก็สร้างบรรยากาศย้อนยุคสัมผัสกลิ่นอาย ‘Nostalgia’
ของประเทศอเมริกา ในช่วงต้นศตวรรษ 20 th ออกมาได้เยี่ยม
และคุ้มค่าเหลือเกินที่จะเสียเวลา 129 นาทีเพื่อดูหนังเรื่องนี้สักครั้งในชีวิต…

สุดยอดหนังรักโรแมนติก

1.Punch-Drunk Love
พูดถึงเรื่องราวของ ชายหนุ่มที่มีลักษณะเพี้ยน มีพี่น้องรวมกันถึง 7 คน ในสายตาคนในครอบครัว
เขาคือตัวประหลาด เช่นแต่งสูทไปทำงาน ซื้อพุดดิ้งจำนวนมหาศาลเพื่อสะสมไมล์แลกตั๋วเครื่องบิน
ประหม่าเวลาคุยกับผู้หญิง มีอาการเก็บกดต้องระบายออกด้วยความรุนแรง และแอบขี้แยในบางเวลา
แต่เมื่อเขารู้จักลีน่า เพื่อนของพี่สาวที่ยอมรับตัวตนของเขาได้
ความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัวท่ามกลางปัญหาถูกตามล่าจากอันธพาลแก๊ง
2.Jerry Maguire
เรื่องราวของหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างผู้ชายในวันที่ล้ม & (Renee Zellweger) หญิงสาวที่ศรัทธาใน
Mission Statement ของ &(Tom Cruise) จนวันที่เขาโดนให้ออกจากงาน
เธอก็เป็นคนเดียวที่อาสาจะตามมาทำงานด้วยเพียงเพราะเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่ม
3.Casablanca
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 &ชาวอเมริกันที่อดีตเคยเป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ
ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของไนท์คลับที่โด่งดังที่สุดในคาซาบลังก้า
สถานการณ์ของเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เยอรมันถูกฆาตกรรมชิง เอกสารผ่านแดนจำนวน 2 ใบ
และผู้ก่อเหตุได้นำมันมาฝากไว้กับริค โดยที่หนังเดินเรื่องแบบรักสามเศร้า
4.Love Actually
&จูเลียต&เพิ่งแต่งงานกับ &ปีเตอร์&โดยที่เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่า &มาร์ค&เพื่อนสนิทของสามีไม่ชอบเธอ
เพราะเขาไม่ยอมคุยกับเธอ พยายามรักษาระยะห่างจากเธอ แถมยังชอบทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
จนเมื่อเธอได้ดูวิดีโองานแต่งจึงเริ่มเอะใจว่าทำไมมีแต่โคลสอัพใบหน้าของเธอ
แล้วเธอก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบรักเธอแต่จำเป็นต้องเก็บความในใจไว้เพราะ
เคารพต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนสนิทของเขา
5.50 First Dates
หนังแสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์ มีแต่กลิ่นอบอวนไปด้วยความรัก หนังเดินเรื่องไปด้วยความรักความเข้าใจ
พยายามทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารักสร้างทุกวันให้มีความสุขที่สุด แม้คนที่เรารักจะจำอะไรไม่ได้เลย
&ความรักเป็นเรื่องของหัวใจไม่ใช่ความทรงจำ&
6.The Classic
หนังเกาหลีเรื่องนี้ทำให้คุณหลุดไปในอดีตและกลับมาในปัจจุบัน
ด้วยความรักความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นเก่า และ ความรักของคนรุ่นใหม่
ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นความรักที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย
และมีความลับเล็กๆ ซ่อนอยู่ในเรื่อง
7.About Time
หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเวลามีค่าและมีความสำคัญกับความรักเพียงไร ต่อให้คุณย้อนเวลาได้
คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นจริงไปได้ ดังนั้นควรใช้เวลาให้มีค่าที่สุดทุกวินาที เพื่อสิ่งที่รัก
หรือกับคนรักให้มากที่สุด
8.Forgetting Sarah Marshall
นักแต่งเพลงที่ถูกแฟนสาวทิ้งไปหาหนุ่มร็อคเกอร์อย่างไม่ใยดี ต้องหนีความเจ็บปวดไปฮาวาย
ดันไปเจอสาวเจ้ากับแฟนหนุ่มขาร็อคที่นั่น เขาจึงต้องหลบไปเลียแผลใจเพียงลำพัง
จนทำให้เขาได้มาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปจากนี้…