RIVERDALE SERIES

Riverdale
ประเภท : ซีรี่ส์ , SERIES
แนว : ลึกลับ/สยองขวัญ
ผู้กำกับ : Roberto Aguirre-Sacasa
จำนวนซีซั่น : 1 season
ช่องที่ฉาย : THE CW / NETFILX
วันที่ออกฉาย : 26 มกราคม 2017
ซีรีส์วัยรุ่นสุดฮอตกำลังจะกลับมาสานต่อเรื่องราวของชาวเมืองริเวอร์เดล หลังซีรี่ส์ Pretty Little Liarsจบลง
ประมาณว่าทำออกมารับช่วงต่อเลย ในเรื่อง Riverdale สู่ซีรีส์วัยรุ่นสุดน่าค้นหาภายใต้เมืองที่ชื่อว่า
“Riverdale” จะกลับมาสานต่อเรื่องราวของชาวเมืองริเวอร์เดล ความลับที่ตัวละครแต่ละตัวเก็บซ่อนไว้รวมถึงปมที่ทิ้งไว้ในตอนสุดท้ายของซีซันที่แล้ว
ทำให้ผู้ชมและแฟนจำนวนมากเกิดคำถามมากมายว่าเรื่องราวจะดำเนินต่อไปอย่างไรกันแน่ชมตัวอย่างกันก่อน

เรื่องย่อ
Riverdale เรื่องราวเริ่มต้นจากการตายปริศนาของเจสัน บลอสซั่ม นักเรียนดีเด่นของโรงเรียน
และทุกอย่างไม่มีทางเหมือนเดิม Archie Andrews ยังคงทำตัวปกติตามสไตล์วัยรุ่นอเมริกัน
และเดินเข้าสู่เส้นทางดนตรี และหลังจากจบความสัมพันธ์ต้องห้ามกับอาจารย์สาว อย่าง Ms. Grundy
รับบทโดย Sarah Habel
ก็ไม่มีใครเป็นเป็นเทรนเนอร์ด้านดนตรีให้กับเขาติดตามเอาเองเลยแล้วกันเพราะมันเป็นซีรี่ย์ขออภัยด้วยน้ะครับ
ทั้งนี้สไตล์เรื่องมันอาจจะไม่ได้ใหม่อะไรครับ อันที่จริงมันเดินตามรอยซีรี่ส์วัยรุ่นแบบ Pretty Little Liars,
Gossip Girl มาเจอกับซีรี่ส์ลึกลับแบบ Twin Peaks อะไรประมาณนั้น
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่ากลมกล่อมไม่เลวครับ จุดเด่นอย่างแรกคงต้องยกให้ตัวละครที่จัดว่าชัดมาก
ทุกคนมีคาแรคเตอร์เด่นๆ ของตัวเองและง่ายต่อการจดจำ…

ประวัติศาสตร์ของ บอลลีวู้ด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย

เชื่อว่าคอภาพยนตร์หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า บอลลีวู้ด กันเป็นอย่างดี
แต่อาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติความเป็นมาของมัน
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาเรียนรู้สักหน่อย

ภาพจำของภาพยนตร์อินเดียนั้นจะเป็นเรื่องของการดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ
จากนั้นก็จะมีเพลงเปิดขึ้นมา ตัวละครหลักก็จะเริ่มร้องรำทำเพลงกัน
เมื่อเพลงจบก็จะตัดเข้าสู่ซีนถัดไป
นี่คือสิ่งที่ทำให้คนไทยมักจะแซวกันว่าภาพยนตร์อินเดียนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าก
ารวิ่งข้ามภูเขา ร้องเพลงจีบกัน
ทั้งที่อันที่จริงแล้วมันมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเยอะ

สำหรับคำว่า บอลลีวู้ด นั้นเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า ฮอลลีวู้ด
ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
โดยทางอินเดียได้นำเอาคำว่าบอมเบย์ ซึ่งเป็นสถานที่มาใส่ผสมเข้าไป
จนกลายเป็นคำว่า บอลลีวู้ด นั่นเอง
นี่คือความบันเทิงของชาวอินเดียที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

ในอดีตนั้นวงการภาพยนตร์ของอินเดียไม่ได้เต็มไปด้วยเสียงเพลงเหมือนกับในสมั
ยนี้ เพราะว่ายังเป็นภาพยนตร์เงียบ ช่วงยุค 1910 ถึง 1920
จากนั้นยุคทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็มาคึกคักจนเรียกได้ว่าเป็นยุค
ทองในช่วงปลายยุค 1940 ถึง 1960
มีภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายเกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dharti Ke Lal, Neecha
Nagar, Nagarik หรือ Do Bigha Zamin ขณะที่ The Apu Trilogy ก็กวาดรางวัลสำคัญๆ มากมาย

จากนั้นมาถึงช่วงยุค 1990
เรียกได้ว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย
โดยเปลี่ยนจากหนังแบบดั้งเดิมแล้วเข้าสู่ยุคหม่
เริ่มมีการสร้างภาพยนตร์หลากหลายแนวมากขึ้น
และแน่นอนว่าผู้กำกับหน้าใหม่ก็มีเพิ่มขึ้นมามากด้วยในยุคนี้

ภาพยนตร์อินเดียที่เรียกกันว่า บอลลีวู้ด มีการถ่ายทำที่พิถีพิถัน
โดยเฉพาะฉากร้องรำทำเพลงที่ต้องผ่านการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี
ต้องจางโค้ช ทีมออกแบบท่าเต้นมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
นี่แหละคือเหตุผลที่ได้บอกว่ามันมีความลึกซึ้งมากกว่าที่ใครหลายๆ
คนคิดเอาไว้เยอะ

ปัจจุบันนี้ภาพยนตร์อินเดียได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ทุกคนในประเทศใช้สิ่งนี้เป็นการหาความบันเทิงอันดับต้นๆ
รายได้จากภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงถล่มทลาย
ส่งผลไปถึงนักแสดงชั้นนำที่กอบโกยรายได้กันเป็นว่าเล่น
เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำเงินได้เป็นอย่างมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในแต่ละปีจะมีหนังใหม่ออกมาฉายอยู่เรื่อยๆ
สร้างสรรค์กันออกมาไม่หยุดราวกับว่ามีเม็ดเงินลงทุนแบบไม่จำกัด

ซึ่งจะว่าไปแล้ววงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็อาจจะไร้ขีดจำกัดทางการเงิ
นจริงๆ ก็เป็นได้…

Fifty Shades Darker ฟิฟตี้เชดส์ดาร์กเกอร์

Fifty Shades Darker / Fifty Shades Part 2
แนว : ชีวิต / โรแมนติก
ผู้กำกับ : James Foley
นักแสดง : ดาโกต้า จอห์นสัน, เจมี่ ดอร์แนน, เอโลอิส มัมฟอร์ด
ความยาว : – นาที
กำหนดฉาย : 10 กุมภาพันธ์ 2017
ที่ใดมีความคาดหวัง ที่นั่นย่อมมีความผิดหวังพ่วงมาด้วยเสมอ
เราจะได้พบกับหนังจากนิยายขายดีเรื่องหนึ่งจากการทำยอดขายไปแล้วกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก
ทั้งในในรูปแบบ e-book และหนังสือทั่วไป และถูกแปลไปแล้วทั่วโลกถึง 50 ภาษา
นับตั้งแต่ได้รับการตีพิมพ์ และแล้วภาพยนต์ที่จะเข้าโรง2017มาฉายให้เราได้ตีตั๋วเข้าไปดูในเรื่อง Fifty
Shades Darker และแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ยังคงแนวอิโรติก ติดเรท ฉ 20+ (เฉพาะผู้ที่มีอายุ 20
ปีขึ้นไปเท่านั้น) แต่ Fifty Shades Darker ซึ่งเป็นภาคต่อจากหนัง Fifty Shades of Grey
ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ไปชมตัวอย่างกันก่อนเลย

เรื่องย่อ
Fifty Shades Freed ภาพยนตร์ภาคต่อความสัมพันธ์ระหว่างแอนาสเตเชีย รับบทโดย ดาโกต้า จอนห์สัน
และมิสเตอร์เกรย์ รับบทโดย เจมี่ ดอร์แน่น เมื่อแอนัสตาเซีย (Dakota Johnson) ได้งานใหม่
งานประมาณเลขาหน้าห้องของบริษัทด้านหนังสือ เธอมีเจ้านายเป็น แจ็ค ไฮด์ (Eric
Johnson)​ผู้ชายที่พยายามจะเป็นมากกว่าเจ้านาย แต่แล้วโจทย์ก็กลับเข้ามาอีกครั้ง มิสเตอร์เกรย์ (Jamie
Dornan) ผู้ร่ำรวยมหาศาลมาขอคืนสถานะเดิมอีกครั้ง
อิดออดไม่เท่าไหร่ก็ยอมกลับไปคบกันอย่างง่ายดาย​โดยเธอมีเงื่อนไขบางอย่างกำกับรักรีเทิร์นในครั้งนี้ไว้ด้วย
ไปติดตามเรื่องราวของคู่รักสุดเร่าร้อนคู่นี้จะลงเอยเช่นไรเงื่อนไขนั้นจะมีเงื่อนงำมากน้อยแค่ไหน…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1973 : The Sting

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1973เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Sting
ภาพยนตร์ต้มตุ๋นที่ไปไกลถึงการคว้ารางวัลออสการ์และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลก
ภายใต้มือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์
ภาพยนตร์เรื่อง The Sting กล่าวถึงเรื่องราวของ จอห์นนี่ฮุกเกอร์
ตัวเอกของเรื่องที่ดันไปต้มตุ๋นเงินหนึ่งในสมุนของมาเฟียใหญ่
ดอยล์ ลอนเนแกน โดยบังเอิญทำให้เพื่อนสนิทที่ร่วมตุ๋นด้วยกันอย่าง โจ อีรี่ โดนตามเก็บ
ฮุกเกอร์ จึงหนีมาหาเพื่อนเก่าอย่าง เฮนรี่ กอนดอร์ฟ
แล้วร่วมกันวางแผนเพื่อเอาคืนมาเฟียใหญ่ ลอนเนแกนด้วยวิธีการต้มตุ๋นครั้งใหญ่ โดยที่ ฮุกเกอร์
ยังต้องหนีการตามล่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาดันไปตุ๋นธนบัตรปลอมอีกด้วย
ความยอดเยี่ยมของ The Sting อยู่ที่บทภาพยนตร์ซึ่งผลักดันให้พวกเขาก้าวไปคว้ารางวัลออสการ์
เพราะตลอดทั้งเรื่องคือการต้มตุ๋นนั่นหมายความว่าต้องมีการวางแผนเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากเหยื่อดังนั้น The Sting
จึงเป็นภาพยนตร์ที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมายเพื่อทำให้เหยื่อพลาดท่าติดกับดัก
มันเยี่ยมถึงขนาดที่ว่าสามารถพาคนดูให้หลงกลตามไปด้วยไม่นับรวมแผนการที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
ปล่อยให้ภาพช่วยอธิบายให้กระจ่างชัดนอกจากนี้ตัวละครที่ต้องตกเป็นเหยื่ออย่าง ลอนเนแกน
ก็ไม่ใช่ตัวละครที่โง่เง่าเต่าตุ่นรอให้เขาหลอกอย่างเดียวหากแต่เป็นเป้าหมายที่ฉลาดทันเกมเหมือนกัน
ซึ่งเหล่านักต้มตุ๋นก็ต้องวางแผนแก้เกมให้ทันและต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ไม่ให้แผนแตกด้วย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ The Stingจะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้งบประมาณแค่ 5.5 ล้านดอลลาร์และได้รับการยกขึ้นหิ้งเป็นภาพยนตร์แนวต้มตุ๋นที่ดีสุดตลอดกาลแบบไม่ต้องเอาใครมาแทบเท่านั้นไม่พอ
การจับคู่ในฐานะดารานำของ โรเบิร์ตเรดฟอร์ด และ พอล นิวแมนคือการประกบคู่ของโคตรดาราในยุคนั้น
หลังเจิดจรัสมาจากภาพยนตร์ Butch Cassidy and the
Sundance Kid ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบสไตล์ Ragtime ก็ติดหูมากๆมีความคล้าย Jazz
ที่ช่วยลดอารมณ์ของหนังต้มตุ๋นหักเหลี่ยมตามเก็บให้ออกมาดูนุ่ม
นวลมากขึ้น ซึ่ง มาร์วิน แฮมลิสช์ ดัดแปลงดนตรี Ragtime ของสกอตต์ จ็อบลิน ออกมาได้เยี่ยมมาก
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนรุ่นเก่าๆ
เริ่มโหยหาถึงอดีต ซึ่งภาพยนตร์ The Sting
ก็สร้างบรรยากาศย้อนยุคสัมผัสกลิ่นอาย ‘Nostalgia’
ของประเทศอเมริกา ในช่วงต้นศตวรรษ 20 th ออกมาได้เยี่ยม
และคุ้มค่าเหลือเกินที่จะเสียเวลา 129 นาทีเพื่อดูหนังเรื่องนี้สักครั้งในชีวิต…

สุดยอดหนังรักโรแมนติก

1.Punch-Drunk Love
พูดถึงเรื่องราวของ ชายหนุ่มที่มีลักษณะเพี้ยน มีพี่น้องรวมกันถึง 7 คน ในสายตาคนในครอบครัว
เขาคือตัวประหลาด เช่นแต่งสูทไปทำงาน ซื้อพุดดิ้งจำนวนมหาศาลเพื่อสะสมไมล์แลกตั๋วเครื่องบิน
ประหม่าเวลาคุยกับผู้หญิง มีอาการเก็บกดต้องระบายออกด้วยความรุนแรง และแอบขี้แยในบางเวลา
แต่เมื่อเขารู้จักลีน่า เพื่อนของพี่สาวที่ยอมรับตัวตนของเขาได้
ความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัวท่ามกลางปัญหาถูกตามล่าจากอันธพาลแก๊ง
2.Jerry Maguire
เรื่องราวของหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างผู้ชายในวันที่ล้ม & (Renee Zellweger) หญิงสาวที่ศรัทธาใน
Mission Statement ของ &(Tom Cruise) จนวันที่เขาโดนให้ออกจากงาน
เธอก็เป็นคนเดียวที่อาสาจะตามมาทำงานด้วยเพียงเพราะเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่ม
3.Casablanca
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 &ชาวอเมริกันที่อดีตเคยเป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ
ปัจจุบันเขาเป็นเจ้าของไนท์คลับที่โด่งดังที่สุดในคาซาบลังก้า
สถานการณ์ของเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เยอรมันถูกฆาตกรรมชิง เอกสารผ่านแดนจำนวน 2 ใบ
และผู้ก่อเหตุได้นำมันมาฝากไว้กับริค โดยที่หนังเดินเรื่องแบบรักสามเศร้า
4.Love Actually
&จูเลียต&เพิ่งแต่งงานกับ &ปีเตอร์&โดยที่เธอเข้าใจมาโดยตลอดว่า &มาร์ค&เพื่อนสนิทของสามีไม่ชอบเธอ
เพราะเขาไม่ยอมคุยกับเธอ พยายามรักษาระยะห่างจากเธอ แถมยังชอบทำให้เธอรู้สึกอึดอัด
จนเมื่อเธอได้ดูวิดีโองานแต่งจึงเริ่มเอะใจว่าทำไมมีแต่โคลสอัพใบหน้าของเธอ
แล้วเธอก็รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบรักเธอแต่จำเป็นต้องเก็บความในใจไว้เพราะ
เคารพต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนสนิทของเขา
5.50 First Dates
หนังแสดงถึงความรักที่บริสุทธิ์ มีแต่กลิ่นอบอวนไปด้วยความรัก หนังเดินเรื่องไปด้วยความรักความเข้าใจ
พยายามทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารักสร้างทุกวันให้มีความสุขที่สุด แม้คนที่เรารักจะจำอะไรไม่ได้เลย
&ความรักเป็นเรื่องของหัวใจไม่ใช่ความทรงจำ&
6.The Classic
หนังเกาหลีเรื่องนี้ทำให้คุณหลุดไปในอดีตและกลับมาในปัจจุบัน
ด้วยความรักความรักที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นเก่า และ ความรักของคนรุ่นใหม่
ที่มีความสัมพันธ์กันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นความรักที่แตกต่างกันออกไปตามยุคสมัย
และมีความลับเล็กๆ ซ่อนอยู่ในเรื่อง
7.About Time
หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเวลามีค่าและมีความสำคัญกับความรักเพียงไร ต่อให้คุณย้อนเวลาได้
คุณก็ไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นจริงไปได้ ดังนั้นควรใช้เวลาให้มีค่าที่สุดทุกวินาที เพื่อสิ่งที่รัก
หรือกับคนรักให้มากที่สุด
8.Forgetting Sarah Marshall
นักแต่งเพลงที่ถูกแฟนสาวทิ้งไปหาหนุ่มร็อคเกอร์อย่างไม่ใยดี ต้องหนีความเจ็บปวดไปฮาวาย
ดันไปเจอสาวเจ้ากับแฟนหนุ่มขาร็อคที่นั่น เขาจึงต้องหลบไปเลียแผลใจเพียงลำพัง
จนทำให้เขาได้มาเจอผู้หญิงคนหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปจากนี้…

ภาพยนต์ หนังแนวเอาชีวิตรอดที่หามาดูไว้บ้างก็ดี

ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงสนใจที่จะติดตามเรื่องราวของ นักเตะเยาวชนทีมฟุตบอลอะคาเดมี่หมูป่า และโค้ช
ที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวงจังหวัดเชียงรายเป็นระยะเวลากว่า 13 วันเต็มๆ
แต่ทุกคนก็เอาตัวรอดมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ หลายคนคิดว่าพวกเขาโชคดีที่รอดชีวิตมาได้
แน่นอนว่าโชคไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้รอดชีวิตแน่นอน พวกเขาจะต้องมีทักษะและสติดีพอที่จะเอาตัวรอด
หลายคนอาจจะคิดว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ต้องเจออะไรอย่างนั้น แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป ดั่งคำกล่าวที่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
และถ้ามันเกิดขึ้นมาพวกคุณจะรับมืออย่างไร และนี่คือภาพยนต์แนวเอาชีวิตรอดที่เราอยากจะแนะนำให้พวกคุณหามาดู
เรื่องราวที่คล้ายๆทีมหมูป่าคงต้องเป็นเรื่อง THE 33 ที่ออกฉายในปี 2015
หนังพูดถึงเหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับเรื่อง The 33 ที่เล่าถึงกลุ่มคนงานเหมืองในชิลี
ที่ไปปฏิบัติงานเหมือนทุกวันแต่ทว่าเกิดเหตุคาดไม่ถึงเมื่อเกิดเหมืองถล่มแถมมีหินก้อนยักษ์ขวางทาง
ทำให้พวกเขาติดอยู่ข้างในเป็นเวลา 69 วัน ตลอดที่พวกเขาติดอยู่ในเหมือง สิ่งเดียวที่จะเยียวยาพวกเขาได้คือ “ศรัทธา”
แล้วในที่สุดพวกเขาก็สามารถออกมาจากเหมืองได้ในที่สุด
อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เรื่อง Alive: The Miracle of the Andes เล่าเหตุการณ์ 12 ต.ค. 1972
เครื่องบินแฟร์ไชด์ FH-227D เที่ยวบินที่ 571 ของกองทัพอากาศอุรุกวัยพร้อมผู้โดยสาร 45 ชีวิต
บินออกจากท่าอากาศยานคาร์ราสโก มุ่งหน้าไปยังซานติเอโก้ ประเทศชิลี
เพื่อนำนักรักบี้ทีมโอลด์คริสเตียนส์ของมหาวัทยาลัยสเตลล่ามาริสไปแข่งนัดกระชับมิตร
แต่เนื่องจากสภาพอากาศในวันเดินทางค่อนข้างแย่ในวันที่ 13 ต.ค.1972 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น! 15.30 น.
ขณะแฟร์ไชด์กำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาแอนดีส
พวกเขาเจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเครื่องพยุงตัวไม่ได้
ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ยอดเขาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาแอนดีส ตัวเครื่องกระแทกพื้นอย่างแรกจนปีกและท้ายหัก
ผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกไปตายนอกเครื่อง บางคนตายเพราะการกระแทก รวมแล้วตายทันที 12 ศพ
ที่เหลือก็ต้องติดอยู่บนความสูง 10,300 ฟุตซึ่งมีหิมะหนาถึง 15 เมตร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร
ประทังชีวิตด้วยช็อกโกแล็ตที่มีเพียงน้อยนิด และน้ำที่ลำลายจากหิมะ ด้วยสภาพที่เลวร้ายจึงทำให้ทยอยตายลงไปทีละคนๆ
ศพถูกขนไปฝังไว้ใต้กองหิมะขึ้นมากินเพื่อประทังชีวิตจนกระทั่งมีคนมาพบและรอดชีวิตได้ พวกเขาอยู่รอดได้ยาวนานถึง 72
วันเต็มๆในสภาพอากาศที่แสนจะเลวร้ายเช่นนั้น…

Wall-e หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย

วอลล์ – อี หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
กำกับโดย : แอนดรูว์ สแตนตัน
ออกฉายเมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551
จัดจำหน่ายโดย วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์
ยังคงเป็นภาพยนต์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของ PIXAR หนังอะนิเมชั่น 3 มิติที่สร้างจากคอมพิวเตอร์
การ์ตูนอารมณ์ดี Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 6 รางวัล สุดยอดเลยใช่ไหม!
วอลล์ – อี ได้ชนะเลิศรางวัลเพียง 1 สาขา คือ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม
ไม่เพียงแต่มีภาพสวยๆ เนื้อเรื่องยังเข้มข้นทุกอนู ดูแล้วอยากดูอีกแน่นอน Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
ถือเป็นอนิเมชั่นที่ดีมากเรื่องหนึ่งในปี 2551 ผ่านมาแล้ว 10 ปี มันก็ยังคงสนุกสนานติดอยู่ในตาคนดู
เนื้อเรื่อง
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก นักวิทยาศาสตร์ได้หยิบพื้นดินส่วนหนึ่งขึ้นไปในอวกาศ
และปล่อยของเสียลงสู่โลกกว่า 700 ปี และได้ผลิตหุ่นยนต์กำจัดขยะ มาจากชื่อเต็มคือ Waste Allocation
Load Lifter – Earth-Class แต่ทุกเครื่องพังกันหมดเหลือเพียง วอลล์-อี (WALL-E) หุ่นยนต์กำจัดขยะ
ที่มีความรู้สึก จนเวลาผ่านไป นักวิทยาศาสตร์บนอวกาศได้ส่งหุ่น อีฟ (EVE) มาจากชื่อเต็มคือ
Extraterrestrial Vegetation Evaluator มายังโลกเพื่อค้นหาต้นไม้ ทำให้หุ่นทั้งสองมาเจอกัน
ความรักแบบหุ่นยนต์จึงปรากฎขึ้นกลายเป็นภาพยนต์เรื่องนี้ วอลล์ – อี หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
แต่ถึงภาพยนต์เรื่องนี้จะสนุกยังไง ทาง PIXAR
ก็ไม่เสนอให้ทำต่อทำให้หนังดีๆสามารถฉายสู่คนดูได้เพียงเรื่องเดียว ภาคเดียวเท่านั้น…

รู้จักกับประเภทของภาพยนตร์แนวต่างๆ

ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
ถือว่าเป็นกิจกรรมยามว่างของใครหลายๆคน
ไม่ว่าจะยุคไหนการชมภาพยนตร์ก็ได้รับความนิยมอยู่เสมอ
ซึ่งแน่นอนภาพยนตร์หรือที่บ้านเราเลือกกันสั้นๆว่าหนัง
นั้นมีหลากหลายแนวหลายสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเรียกแนวต่างๆ
ว่ามันมีความหมายอย่างไร
1.ภาพยนตร์แอคชั่น (Action)
ก็ตรงตามชื่อเลย ภาพยนตร์แอคชั่นคือหรือหนังบู๊
ที่มีฉากการต่อสู้สุดสนุกเร้าใจ
ไม่ว่าจะเป็นการนำศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้ามาอยู่ในฉาก
หรือมีฉากยิง ระเบิด เผาสิ่งต่างๆ ที่เราอาจจะหาดูได้ยาก
อาจจะมีเนื้อหาที่รุนแรงและเต้นความตื่นเต้นเป็นหลัก
ซี่งภาพยนตร์แอคชั่นที่ดีควรมีเนื้อหาสาระสอดแทรกหรือฉากต่างๆให้ดู
สมจริงเข้าไปด้วย
2.ภาพยนตร์สงคราม (War)
ภาพยนตร์แนวนี้มักจะอิงจากประวัติศาสตร์
อย่างที่เราทราบกันมายุคก่อนนั้นมนุษย์ทำสงครามกันในหลากหลายดิน
แดนหลายประเทศทั่วโลก
ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมนอกจากฉากการต่อสู้แล้วยังแฝง
ไปด้วยข้อคิด เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือคนที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
โดยมีหนังดีๆ ถูกสร้างออกมามากมาย
3.ภาพยนตร์ดราม่า (Drama)
ภาพยนตร์ที่สื่อในเรื่องราวของความรัก, ความเศร้า
ที่รับชมแล้วรู้สึกอินไปกับบทบาท มีฉากเรียกน้ำตา

ซึ่งบางเรื่องนั้นก็สร้างมากจากเรื่องจริง ดูแล้วอาจจะเครียดสักหน่อย
ไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาความบันเทิงกับการรับชม
4.ภาพยนตร์ไซ-ไฟ (Sci-Fi)

ภาพยนตร์แนวนี้จะเน้นในเรื่องของเทคโนโลยีมีการอ้างอิงถึงวิทยาศาส
ตร์ผสมผสานไปกับจินตนาการของผู้สร้าง
ทำให้บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะดูแล้วไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง
5.ภาพยนตร์อาชญากรรม (Crime)

ภาพยนตร์แนวนี้มักจะเป็นการผสมผสานของภาพยนตร์หลายๆแนวเข้า
ด้วยกัน มีฉากการต่อสู้ยิงปืนบู๊แอคชั่น รวมไปถึงดราม่าด้วย
ซึ่งแน่นอนแนวอาชญากรรมนั้นก็ต้องเป็นการสืบสวนแก้ไขคดีของตำรว
จ บางเรื่องอาจมีการเซนเซอร์เพราะเนื้อหาที่รุนแรงเกินไป
6.ภาพยนตร์ระทึกขวัญ (Thriller)
ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ ที่เน้นในเรื่องของความตื่นเต้น
ไม่ว่าจะเป็นหนังที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมต่อเนื่องการสืบสวนต่างๆ
มีการสืบสวนที่มาทีไป ทำให้ผู้ที่รับชมรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นอยู่เสมอ
ซึ่งถือว่ามีความแปลกใหม่และไม่น่าเบื่อ
และบางเรื่องฉากจบมักจะหักมุมซะด้วย
7.ภาพยนตร์ตลก (Comedy)
ก็ตามชื่อเรื่องเลยสำหรับภาพยนตร์แนวนี้
ที่เน้นเรียกเสียงฮาสำหรับผู้ชมเป็นหนัง
จัดว่าเป็นหนังที่ดูแล้วคลายเครียดไม่ต้องคิดอะไรมากและไม่ต้องไปถาม
หาสาระ
8.ภาพยนตร์ครอบครัว (Family)

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัย
มีเนื้อหาที่ไม่รุนแรง บางเรื่องอาจจะเป็นอมิเมชั่น ที่แฝงไปด้วยข้อคิด
9.ภาพยนตร์สารดดี (Documentaries)

ภาพยนตร์ที่ให้สาระความรู้เป็นหลักบางเรื่องก็อาจจะมีการนำชีวประวัติ
ของบุคคลสำคัญมาสร้างเป็นหนัง
10.ภาพยนตร์แฟนตาซี (Fantasy)
ภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวของความผสมสานของจินตนาการ
หรือว่าจะเรียกง่ายๆ คือภาพยนตร์ประเภทอยู่เหนือความคิดของเขา
เช่นตัวละครมีพลังพิเศษ, มนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก และอื่นๆ เป็นต้น…

แนะนำ 5 หนังแหกคุก ที่ควรหาเวลาว่างมาดู

1.Shawshank (1994)
Shawshank เรื่องของนายธนาคารหนุ่ม ที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้ แล้วถูกจำคุกตลอด
ชายธรรมดาที่ดูเหมือนโลกทั้งใบแหลกสลายกำลังจะได้พบกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งความสิ้นหวัง
เขาเริ่มปรับตัวและใช้ความสามารถเฉพาะทาง ช่วยเหลือและสร้างประโยชน์กับผู้อื่น แต่โลกนี้คนดีอยู่ยาก Shawshank
เต็มไปด้วยความงดงามในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด

2. Conair (1997)
ผลงานชิ้นแรกของ Jerry Bruckheimer นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ,จอห์น
มัลโควิช และ จอห์น คูแซ็ค เรื่องราวของนายทหารที่เข้าไปปกป้องภรรยา
แต่ดันพลาดไปฆ่าโจรตาย ทำให้ต้องติดคุกนานถึง 8 ปี
ตลอดเวลาที่ถูกคุมขังเขาคือนักโทษที่ดีเยี่ยม
เขาเฝ้ารอวันที่จะได้พบกับลูกสาวที่ไม่เคยได้เห็นหน้า แล้ววันนั้นก็มาถึง
แต่ว่าเขาต้องอาศัยเครื่องบินโดยสารที่เต็มไปด้วยเหล่านักโทษตัวเป้ง
และเมื่อคนเลวมาพบกันแบบเป็นหมู่คณะก็โชว์ฝีมือความเป็นโจรจี้เครื่องบินได้เลย
งานนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านง่ายๆ

3.Escape Plan (2013)
หนังแอ็คชั่นที่มี ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
รับบทนักตรวจสอบความปลอดภัยของคุก โดนรับจ้างปลอมตัวเข้าไปอยู่ในคุก
แล้วลองแหกคุกออกมาเพื่อดูว่าเรือนจำเหล่านั้นมีการป้องกันที่ดีมากน้อยแค่ไหน
แต่เรื่องมันมันมีเรื่องบานปลายกว่านั้น เมื่อครั้งนี้มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
จนเข้าต้องเข้าไปอยู่ในคุกที่แน่นหนาที่สุด ล้ำสมัยที่สุด
และได้พบกับเพื่อนใหม่ที่แสดงโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์
ทั้งสองต้องร่วมมือกันแหกคุกที่ไม่อาจจะแหกได้
พวกเขาถูกจองจำในห้องขังที่โปร่งใส และมีกล้องที่คอยจับตามมองตลอด 24
ชั่วโมง การแหกคุกครั้งนี้ถึงกับมืดแปดด้าน
เขาทั้งสองต้องใช้ความชำนาญของตัวเองแหกคุกออกมาให้ได้
ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นนักโทษของจริงไปตลอด

4. Papillon (1973)
เหตุการณ์ในหนังอ้างอิงจากเรื่องจริงของปาปิยอง(Steve McQueen)
นักโทษคดีฆาตกรรมถูกจับไปขังเรือนจำบนเกาะในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศ
ส เขาหาทางหลบหนีโดยได้รับความช่วยเหลือแบบต่างพึ่งพาโดย หลุยส์ เดก้า
นักโทษที่ร่ำรวยจากการปลอมแปลงพันธบัตร
ซึ่งเรื่องราวเหมือนแบ่งเป็นสองช่วงคือเหตุการณ์ความลำบากระหว่างอยู่ในคุก
และช่วงหลบหนีที่แผนการไม่ได้เหนือชั้นอะไรมากมาย
เน้นไปที่การทุจริตรับสินบนมากกว่า
และเมื่อหนีมาได้ก็ออกแนวผจญภัยเพราะต้องเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่คาดเดาได้ยากจริงๆ

5. Rescue Dawn (2006)
เรื่องจริงของ ดีเตอร์ เดงเลอร์ นักบินลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกันถูกทหารลาวสอยเครื่องบินรบร่วงระหว่างกำลังปฏิบัติภารกิจลับ
เขาตกเป็นเชลยอยู่ในค่ายหมู่บ้านเล็ก ๆ
ในประเทศลาวร่วมกับนักบินอเมริกันและคนไทยที่ถูกจับมาก่อนหน้านี้ร่วม 2 ปี
ดีเตอร์ไม่ยอมที่จะถูกจองจำในค่ายแห่งนี้เขาจึงหาทางหนีออกจากค่าย…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1970 : Airport

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1970
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Airportหรือเที่ยวบินมฤตยู
ภาพยนตร์ที่ถือเป็นต้นกำเนิดของหนังหายนะบนน่านฟ้าที่สร้างความฮือฮามากในเวลานั้น ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จ ซีตัน
ภาพยนตร์เรื่อง Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยูมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งไม่สามารถนำเครื่องบิน
ขึ้นได้เนื่องจากล้อติดในหิมะจนทางสนามบินต้องระดมกำลังเพื่อแก้ไข นำโดย ผู้ดูแลสนามบิน
เมล เบ็กเกอร์ฟิลด์ และหัวหน้าทีมช่างมือดี โจ พลาโทนี่เท่านั้นไม่พอ เมื่อเครื่องบินของกัปตัน เวอร์นอน ดีเมอเรสที่กำลังบินอยู่บนน่านฟ้า
เกิดปัญหาใหญ่โดนชายวิตกจริตคนหนึ่งพกระเบิดทำเองขึ้นมาบนเครื่องบิน นั่นทำให้เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินมฤตยูอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้นเรื่องราวของภาพยนตร์ Airport หรือเที่ยวบินมฤตยู ก็ดำเนินไปตามสูตรของหนังหายนะในสถานที่ปิดกล่าวคือมีตัวละครที่มีปูมหลัง
และปมปัญหาชีวิตหลากหลายที่มาอยู่รวมกันบนเครื่องทำให้ปัญหาไม่ได้มีแค่ระเบิดเท่านั้นขณะเดียวกันตัวละครเอกอย่าง เมล เบ็กเกอร์ฟิลด์
ก็ต้องเผชิญปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะชีวิตคู่ที่ส่อแววล่มเช่นเดียวกับพี่เขยกัปตันเวอร์นอน ดีเมอเรสที่แอบมีสัมพันธ์สวาทกับแอร์โฮสเตสคนหนึ่งจนท้อง
กระนั้นแม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเผชิญปัญหารอบด้านจนแทบบ้าแต่ภาพยนตร์ Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยูกลับสะท้อนให้เห็นความร่วมมือทั้งบนน่านฟ้าและภาคพื้นดิน
ที่จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของผู้โดยสารภายใต้สถานะการณ์ที่เลวร้ายสุดๆโดยเฉพาะความเป็นมืออาชีพและความมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ
ที่ถือเป็นกรณีศึกษาให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคพื้นดินและบนน่านฟ้าได้ดูเป็นตัวอย่าง
พร้อมทั้งยืนยันว่าจรรยาบรรณต่อวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกสาขาอาชีพ
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยู
จะกวาดรายได้ทั่วโลกจากการเข้าฉายไปกว่า 100 ล้านดอลลาร์
จากทุนสร้างแค่ 10 ล้านดอลลาร์
พร้อมติดอันดับภาพยนต์ทำเงินตลอดกาลของฮอลลีวู้ดด้วย
นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจากภาพยนตร์ Airport หรือเที่ยวบินมฤตยู
ทำให้มีการสร้างภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาอีก 3 ภาค
ไล่ตั้งแต่ Airport 1975 ที่เครื่องบินเล็กปะทะกับห้องนักบิน,
Airport 1977 ที่เครื่องบินจมลงมหาสมุทร และปิดท้ายที่ Airport
1979 ที่เครื่องบินคอร์ดปะทะเครื่องบินรบใครที่เป็นคอหนังหรือชื่นชอบภาพยนตร์แนวนี้
สามารถไล่เสพได้ตั้งแต่ภาคแรกที่ทำเงินสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์
ไปจนถึงภาคสุดท้ายที่แม้จะทำเงินแค่ 13 ล้านดอลลาร์
จากทุนสร้าง 14 ล้านดอลลาร์ จนผู้สร้างต้องยอมปล่อยทิ้งอย่างไรก็ตาม
เอาแค่การได้ติดตามรับชมบทบาทการแสดงของ จอร์จ เคนเนดี้ที่สวมบท โจ พลาโทนี่ซึ่งกลายเป็นตัวละครสนับสนุนจอมขโมยซีนและได้ปรากฏตัวในทุกภาคของภาพยนตร์เฟรนไชส์ Airport…