รีวิว Homestay : ชีวิตที่มีครบทุกรสชาติ

จะเห็นได้ว่าช่วงครึ่งปีหลังมานี้วงการภาพยนตร์ในบ้านเรามักจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์กันตลอด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเทคนิคงานสร้างของภาพยนตร์ไทยที่มีการพัฒนาไปไกลกว่าเดิม รวมไปถึงการได้มีภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ ที่ฉีกแนวออกไปหลายรสชาติเป็นกำไรให้คนไทยได้ชมภาพยนตร์ที่มีความหลากหลาย เช่นเดียวกันกับ Homestay ที่เป็นหนึ่งในนั้น จากฝีมือการกำกับของ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับมากฝีมือจากค่าย GDH ที่นำทีมนักแสดงที่มีฝีมือน่าจับตามองมาร่วมถ่ายถอดเรื่องราวในภาพยนตร์ นำโดย เจมส์ ธีรดนย์, เฌอปราง อารีย์กุล, สูขวัญ บูลกุล, เบส ณัฐสิทธิ์ ฯลฯ

Homestay ว่าด้วยเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนได้รับรางวัลให้กลับมาเกิดอีกครั้ง ในร่างของเด็ก ม.ปลายที่ชื่อ มิน ที่นอนนิ่งอยู่ในตู้เก็บศพของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง การได้มาอยู่ในร่างใหม่ก็ไม่ต่างอะไรกับการอยู่โฮมสเตย์ คืออยู่ได้แค่ชั่วคราว แถมยังไม่ได้อยู่ฟรีๆ เพราะเขาต้องหาคำตอบให้ได้ภายใน 100 วัน ว่า “มินตายเพราะใคร” ถ้าตอบไม่ได้ เขาจะต้องตายและจากร่างโฮมสเตย์นี้ไปตลอดกาล

การได้เข้ามาอยู่ร่างนี้ทำให้เขาได้มีครอบครัวใหม่ เพื่อนใหม่ และมีความรักครั้งใหม่ เมื่อได้รู้จักกับ พาย พี่รหัสของมิน ผู้หญิงที่ทำให้เขาอยากอยู่ในร่างโฮมสเตย์นี้ตลอดไป แต่เวลา ชีวิต และความรัก เป็นเหมือนรางวัลที่สวรรค์ให้เขามาแค่ชั่วคราว เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อตอบคำถามผู้คุมให้ได้ว่า “มินตายเพราะใคร” ก่อนที่เวลาชีวิตในร่างโฮมสเตย์ของเขาจะหมดลง

เมื่อได้ทราบข่าวว่าจะมีภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้ดูกัน แค่ได้ยินรายชื่อนักแสดงและผู้กำกับแล้วก็เชื่อว่าหลายคนต้องตัดสินใจไปดูกันแน่ๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่าแค่ชื่อของค่ายก็ทำให้คนอยากไดูแล้ว และเมื่อได้เห็นตัวอย่างที่ถูกปล่อยมาออกเราก็ได้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในเรื่องอย่างคร่าวๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังของ Eto Mori นักเขียนชาวญี่ปุ่น และถูกสร้างเป็นแอนิเมชั่นมาก่อนแล้ว

โดยส่วนตัวได้มีโอกาสชมเวอร์ชั่นที่เป็นแอนิเมชั่นมาแล้ว และคิดว่าผู้กำกับค่อนข้างเคารพต้นฉบับอยู่มาก คาแรคเตอร์ของตัวละครส่วนใหญ่ยังคงมีความคล้ายคลึงกัน แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวละครและอะไรบางเรื่องให้เข้ากับสังคมของคนไทย ซึ่งก็ถือว่าทำ Homestay เวอร์ชั่นนี้ออกมาได้ดี แน่นอนว่ามากไปกว่าเรื่องราวแฟนตาซีการมาเกิดใหม่หนังได้สะท้อนเรื่องราวชีวิตของวัยรุ่นออกมาครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เพื่อน โรงเรียน และความรัก อันเป็นความสามัญธรรมดาที่หลายๆ คนได้พบเจอ แต่เมื่อเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ได้อยู่บนจอภาพยนตร์ ทำให้เราได้พบแง่มุมที่ต่างออกไป ซึ่งสามารถเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้

เชื่อว่าหลายคนคงเดาออกมาเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งก็กลายเป็นสูตรสำเร็จของค่ายนี้ไปแล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้ชมภาพยนตร์น่าจะเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าการแสดงของ เจมส์ ธีรดนย์ ผู้ฉายแววการแสดงตั้งผลงานเรื่องแรก จนมาถึงเรื่องนี้ที่เขารับบทนำเป็นพระเอกครั้งแรก (บนจอเงิน) ผู้แบกรับทุกอย่างของหนังเอาไว้นั้นไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากแอคชั่น ดรามา รวมไปถึงความโรแมนติกที่ถูกถ่ายทอดออกมา บอกได้เลยว่ามีเสน่ห์เป็นอย่างมาก เชื่อว่า เจมส์ ต้องได้รับรางวัลทางการแสดงจากเวทีใดเวทีหนึ่งมาครอบครองอย่างแน่นอน

ไม่ใช่แค่นักแสดงนำที่ถ่ายทอดบทบาทของตัวละครออกมาได้ดีเท่านั้น นักแสดงสมทบก็ทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นบทแม่ของ สู่ขวัญ บูลกุล ที่เชื่อเหลือเกินว่าใครที่ได้เห็นฉากของคู่แม่ลูกเป็นต้องเสียน้ำตาแน่นอน ในส่วนบทบาทของนักแสดงหน้าใหม่ เฌอปราง อารีย์กุล นั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ดีในฐานะนักแสดงใหม่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาท พาย ในเรื่องนั้นค่อนข้างมีความทับซ้อนกับชีวิตจริงของเธอค่อนข้างมาก (เว้นเสียแต่เรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศ) จึงทำให้ไม่ค่อยอินกับบทบาทของเธอนัก และอีกบทบาทหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ลี้ เพื่อนของพระเอกที่ถูกยกระดับความสำคัญน้อยไปหน่อย แต่ก็ถือได้ว่าสำคัญไม่แพ้คนอื่นๆ เลยทีเดียว

ไม่ทราบว่าอาจจะด้วยความเคารพต้นฉบับมากเกินไปหรืออะไรก็ตามแต่ จึงทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นในภาพยนตร์นั้นไปไม่สุดเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความลึกลับที่ทำออกได้ดีแค่ในช่วงแรก ส่วนความเป็นแฟนตาซีที่ใส่เทคนิคพิเศษหรือที่เรียกว่า ซีจี นั้นก็ไม่ได้มีมากมายเหมือนอย่างที่ทีมผู้สร้างบอก ถ้าเอาตรงๆ ก็คือไม่มีซีจีก็ยังได้เลย อีกทั้งเรื่องราวความดรามาหากขยี้ให้มันมีความมืดหม่นกว่านี้น่าจะดีไม่น้อย เพราะโดยภาพรวมของเรื่องนั้นออกจะสดใสมากไปหน่อย อย่างไรก็ดีคอหนังก็ควรไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง…

นิโคลัส เคจ ผลงานที่น่าจดจำก่อนล้มละลาย

หนังแอ็คชั่นควบคู่กับการผจญภัย
การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้อํานวยการสร้าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์
กับดารานําชาย นิโคลัส เคจ ซึ่ง เคยสร้างความทรงจําดีๆ ให้แฟนหนังจากผล
งานสุดมัน Con Air และ The Rock ใน National Treasure ภาค 1 ซึ่งถูกมองว่าเป็น
ส่วนผสมของ Indiana Jones, Tomb Raider และ The Mummy

นิโคลัส เคจ มารับบทเบนจามิน แฟรงคลิน เกตส์ นักโบราณคดีนัก ผจญภัย
(คาแรกเตอร์เดียวกับตัวละครเอกใน หนัง 3
เรื่องที่เอ่ยชื่อมา)ตลอดชีวิตเบนจามินติดตามค้นหา
ขุมทรัพย์ที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง นั่นคือ ขุมสมบัติล้ําค่าของกลุ่มอัศวินผู้ทําหน้าที่
คุ้มครองชาวคริสต์เดินทางไปกรุงเยรูซาเลม

เขาเชื่อว่าลายแทงขุมทรัพย์ต้องอยู่ที่ไหนสัก
แห่งในอเมริกาเขาสืบจนพบว่าลายแทงสมบัติซ่อนอยู่
ด้านหลังแผ่นคําประกาศอิสรภาพของอเมริกาซึ่งอยู่ในความดูแลของ อบิเกล เชส
(ไดแอนครเกอร์) หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เขาต้องไปขอความ ช่วยเหลือจากเธอ
และใช้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ระดับอัจฉริยะของเพื่อนคู่หู (จัสติน บาร์ธา)
ในการถอดรหัสลับ

เมื่อมีฝ่ายพระเอกก็ต้องมีฝ่ายผู้ร้าย..กลุ่ม ผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้นําโดย เอียน ฮาว
(ฌอน ปืน) มหาเศรษฐีนักล่าสมบัติชาวอังกฤษ
ซึ่งทําทุกวิถีทางเพื่อเป็นเจ้าของขุมทรัพย์อันล้ําค่าการล่าสมบัติและไล่ล่านักล่าสม
บัติเกิด ขึ้นในหลายโลเคชั่น ไล่เรียงตั้งแต่ซากเรือ โบราณใต้อาร์กติก
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหรัฐฯ ห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ อนุสาวรีย์ สําคัญๆ
ในวอชิงตัน ระฆังประกาศ อิสรภาพในฟิลาเดลเฟีย โบสถ์ทรินิตี้ใน วอลล์สตรีท
และสุสานใต้ดินในแมนฮัตตัน

จากโลเคชันและเรื่องราวดังกล่าว ทําให้ นักวิจารณ์บางคนมองว่า National Treasun
เป็นหนังผจญภัยที่จะทําให้ผู้ชมได้รับรู้เกรี ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะการปฏิวัติ ในอเมริกา
และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้น

กว่าจะออกมาเป็น National Treasure หนังเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนที่ โอเรน
เอวีฟ คิดพล็อตหลักขึ้นมาได้ จากพล็อตหลัง ของเขา
หนังเรื่องนี้ต้องใช้คนเขียนบทถึง 9 คน จนกระทั่งได้บทสุดท้ายที่ใช้ในการถ่ายทํา
ซึ่ง เป็นเครดิตของ เท็ด เอลเลียต กับ เทอร์รี รอสซิโอ เจ้าของบทภาพยนตร์ Pirates
Of The Caribbean ทั้งภาค 1 ที่ออกฉายไปแล้ว และ ภาค 2 ที่กําลังลงมือสร้าง

ใครที่เคยชอบ Con Air, The Rock, Indiana Jones, Tomb Raider, The Mummy
ซึ่งมีบางแง่มุมเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับ หนังเรื่องนี้ มีสิทธิ์ที่จะชอบ National Treasure
ไม่ต่างจากหนังทั้งหลายที่เอ่ยชื่อมาและยังสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของอเมริกั
นไปในตัวอีกด้วย…

5 ภาพยนตร์จบแบบหักมุมที่ควรรับชม

ภาพยนตร์แนวหักมุม
แน่นอนว่ามักจะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้รับชม
ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
แต่ก็มีบางคนที่อาจจะไม่ชอบเพราะมันกระชากอารมณ์สำหรับคนดูหนังเ
ร็วเกินไป บางเรื่องก็จบแบบให้คนดูไปตีความเอาเอง
จนกลายเป็นปริศนาที่ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วมันจบยังไงล่ะ?
ซึ่งวันนี้เรามี 5
ภาพยนตร์ที่จบแบบหักมุมที่คุณควรจะรับชมมาฝากกัน
ส่วนจะเป็นเรื่องไหนบ้างไปดูกันเลย
1. Shutter Island
เป็นเรื่องราวของ เท็ดดี้ แดเนียลส์
ตำรวจศาลที่เดินทางมาพร้อมกับคู่หู ชัก ออล
พื่อค้นหาคนไข้ที่หลบหนีไปจากโรงพยาบาลจิตเวช แอชคลิฟฟ์
บนเกาะชัตเตอร์ในบอสตัน ซึ่งบริหารงานโดย ดร. จอห์น คอว์ลีย์
และผู้คุม นอกจากนั้น เท็ดดี ยังมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัวด้วย
โดยหลายอย่างผิดสังเกตุทำให้เขา
เริ่มสงสัยว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลึกลับบางอย่างของเหล่
าแพทย์ในโรงพยาบาล เมื่อทักษะการสืบสวนชั้นยอดของ เท็ดดี
กำลังจะนำเขาไปสู่บทสรุปของคดีเต็มที
โรงพยาบาลกลับปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าถึงเอกสารที่เขาเชื่อว่าจะทำให้คดี
นี้ปิดลงได้ ส่วนตอนจบนั้น… ลองไปดูกันเอาเอง
2. Hidden
เรื่องราวของพ่อ แม่ ลูก ที่หนีมาหลบภัยในอุโมงใต้ดิน
หลังจากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งอย่างรุนแรง
หนีการกวาดล้างของกลุ่มที่เรียกว่า "บีทเธอร์"
จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในหลุมหลบภัยเท่านั้น เป็นระยะเวลาเกือบปี
แต่เมื่อถึงวันที่น้ำและอาหารหมดลง ทั้งสามคนจึงต้องออกมานอกหลุม
จนพบกลับเรื่องราวสุดสยองที่คาดไม่ถึง
3.เปนชู้กับผี

หนังไทยเมื่อปี 2006
เรื่องราวรักชวนสยองที่เกี่ยวพันกับหญิงสาวสองคน คนหนึ่ง นวลจัน
สาวน้อยจากต่างจังหวัด ผู้เข้ามาตามหาคนรักที่หายสาบสูญไป
อีกคนคือ รัญจวน เศรษฐีนีม่าย ผู้ลึกลับซึ่งมีเสียงล่ำลือกันว่า
เธอซ่อนชายชู้ไว้คนหนึ่ง และที่สำคัญชายคนนั้นไม่ใช่คน
4. The Boy in the Striped Pajamas
ภาพยนตร์ชั้นดีเรื่องราวของเด็กชายวัย 8 ขวบ
ที่ต้องย้ายจากบ้านหลังใหญ่โตในเมือง มาอยู่บ้านหลังเล็ก ๆ นอกเมือง
โดยที่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงต้องย้ายมาที่นี่
แต่แม่ให้เหตุผลว่าต้องย้ายมาเพราะงานของพ่อซึ่งเป็นนายทหารใหญ่ข
องกองทัพนาซี เขาได้พบกับเพื่อนซึ่งเป็นเด็กชายในวัยเดียวกัน
โดยเป็นเฉลยชาวยิวที่ถูกต้อนมาในค่ายกักกัน
ทั้งสองคนมีมิตรภาพให้แก่กันผ่านรั้วลวดหนาม
ซึ่งตอนจบบอกเลยว่าเซอร์ไพรส์สุดๆ อย่างจะทำให้คุณต้องเสียน้ำตาได้
5. The Mist
ถ้าพูดถึงหนังหักมุม คงไม่มีเรื่องนี้ไม่ได้
โดยเป็นเรื่องราวของผู้คนในเมืองเล็กๆ
ที่หนีตายไปอยู่ในซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่ง
หลังจากที่เมืองทั้งเมืองถูกพายุหมอกมรณะครอบคลุม
ในพายุหมอกนั้นมีอสุรกายแฝงตัวอยู่
และพร้อมที่จะกระชากวิญญาณของผู้ที่ผ่านเข้าไปในพายุหมอกให้หาย
ไปพร้อมกับสายลม…

5 ภาพยนตร์โรแมนติดคอมเมดี้ที่ควรชม

ภาพยนตร์อย่างที่เราทราบกันว่ามีหลากหลายแนวหลายสไตล์ที่แตกต่า
งกันออกไป
ซึ่งความชอบของแต่ล่ะบุคคลนั้นแน่นอนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความรักออกแนวโรแมนติกและติดตลก
ถือว่ามีการผลิตออกมาค่อนข้างเยอะ
วันนี้เรามีภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ควรรับชมมาฝากกัน
1.50 First Dates
ภาพยนตร์รักเรื่องนี้ให้ความรู้สึกสบายๆ เรื่องราวที่ดูง่าย
โดยเป็นเรื่องราวของ ‘เฮนรี่’
สัตวแพทย์หนุ่มที่ดูไม่ค่อยจะอยากมีรักเป็นเรื่องเป็นราวซักเท่าไหร่
จนไปปิ๊งเข้ากับ ‘ลูซี่’ และได้พบว่าเธอมีความทรงจำเพียงระยะสั้น
พอพ้นวันทุกอย่างในหัวของเธอจะถูกลบออกหมด
และนั่นคืออุปสรรคแสนยิ่งใหญ่ที่เขาจำต้องทำให้เธอตกหลุมรักเขาใหม่
ทุกวัน แค่ได้ยินเรายังท้อ แต่บอกเลยว่าเฮนรี่ไม่หวั่น
เขาเพียรบอกรักเธอทุกวัน ทำให้เธอรักเขาใหม่ทุกๆ วัน
2.(500) Days of Summer

สำหรับหนังโรแมนติกเบาสมองที่มาพร้อมความน่ารักไม่เหมือนใครเรื่อง
นี้ ด้วยเรื่องราวของ ‘ทอม’ นักเขียนคำในการ์ดอวยพร
ชายหนุ่มแสนโรแมนติกที่กลับโดน ‘ซัมเมอร์’ แฟนสาวทิ้งหลังจากเวลา
500 วันที่อยู่ด้วยกันมา หนังจะพาเรากลับไปมองความผิดพลาดเหล่านั้น
ผ่านการเรียบเรียงเรื่องราวให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาพที่น่าจดจำ
กับภาพที่อยากลืมของความรัก เรื่องนี้พระนางเคมีดีมาก
ดูแล้วได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ธรรมดาๆ
ให้เราได้คิดทบทวนทั้งในมุมมองแสนสุข และแสนเจ็บ
3.Crazy, Stupid, Love
ภาพยนตร์ที่เสนอเกี่ยวกับความรักตั้งแต่เด็ก หนุ่มสาว
จนเข้าวัยผู้ใหญ่ หนังไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน
แต่เน้นที่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

ผ่านตัวละคร ‘คาร์ล’ พ่อบ้านที่แสนจะเย็นชากับภรรยาตัวเอง
จนเธอทนไม่ไหวและแอบไปมีชู้ในที่สุด คาร์ลต้องไปขอคำปรึกษาจาก
‘จาค็อบ’ เสือผู้หญิงตัวพ่อที่เสนอแผนเปลี่ยนคาร์ลให้มีเสน่ห์ขึ้น
แต่จาค็อบเองก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องการจีบหญิงเช่นกัน
เขาจึงหันไปปรึกษาคาร์ล กลายเป็นเรื่องราววุ่นวาย
หนังมีอะไรที่ไม่คาดคิด
4.Love, Rosie
จากหนังสือนิยายสู่จอหนังให้แฟนๆ ได้ฟิน
มาพร้อมกับพระเอกหล่อมาก นางเอกสวยมาก ภาพงามมากๆ
เพลงเพราะมาก และเนื้อหาดูมีอะไรมากๆ เรื่องราวของ ‘โรซี่’ และ
‘อเล็กซ์’ ที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก
และวาดฝันว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน
แต่โรซี่ดันพลาดตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ ด้วยความรักที่มี
โรซี่ไม่อยากเป็นถ่วงอเล็กซ์
เธอปล่อยให้เขาได้ไปเรียนต่อและเจอสังคมใหม่ๆ และเมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้การกลับมาพบกันอีกครั้งของทั้งคู่ทำให้คนดูต้องลุ้นว่าจะลงเอยเช่
นไร
5.Made of Honor
เรื่องราวของ‘ทอม’ ชายหนุ่มที่ยังหวงแหนชีวิตโสดเหนือสิ่งอื่นใด
จนเมื่อเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอาจเป็นเพราะเขารัก ‘ฮันน่า’
เพื่อนสาวคนสนิท แต่ข่าวร้ายต้องมา
เมื่อฮันน่าแจ้งข่าวการหมั้นหมายกับเศรษฐีหนุ่มชาวสก็อต
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังร้องขอให้ทอมช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้
เป็นพล็อตแบบที่ทำให้เรากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปพร้อมๆ กับตัวละคร…

3 อนิเมะชื่อดังแห่งญี่ปุ่น

Momotaro Sacred Sailors
นับเป็นอนิเมะยาวเรื่องแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านั้น อนิเมะส่วนใหญ่ถูก
สร้างขึ้นมักจะมีรูปแบบเป็นอนิเมะสั้นๆ ไม่กี่นาที ซึ่งนั่นก็เป็นรูปแบบที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดในการสร้างอนิเมะ แต่
Momotaro: Sacred Sailors ผลงานของ Mitsuyo Seo ออกฉายครั้งแรกในปี 1944
ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะญี่ปุ่นในฐานะที่เป็น อนิเมะยาวเรื่องแรกของญี่ปุ่น เนื้อเรื่องของอนิเมะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของนายทหารเรือชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่
คนนึงที่ต้องทำสงครามเพื่อชัยชนะของจักรวรรดิญี่ปุ่น แน่นอนว่าการเนื่อเรื่องแบบนี้ ออกมาในช่วงปี 40s
นี้เหตุผลที่ทำให้มีการสร้างอนิเมะเรื่องนี้ก็คือเพื่อเป็น โฆษณาชวนเชื่อ ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น
แต่ไม่ว่าจะเพราะการมีตัวตนขออนิเมะเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดการสร้างอนิเมะตอนยาวเรื่องอื่นๆเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

Kimba the White Lion
นับเป็นอนิเมะซีรีย์ภาพสีแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดย Kimba the White Lion อนิเมะ
ในตำนานจากลายมือผลงานของปรมาจารย์อย่าง อ.เท็ตสึกะ โอซามุ ออกฉายในปี 1965 ทางช่องฟุจิทีวี
โดยเรื่องนี้นอกจากจะโด่งดังไปหลายๆ ประเทศแล้ว ยังรังสรรค์มาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะซีรีย์ญี่ปุ่นอีกอย่าง
ก่อนหน้านี้ อนิเมะที่ได้ทำเป็นภาพสีนั้น ส่วนมากจะเป็นอนิเมะที่เป็นตอนยาว หรือภาพยนต์อนิเมะ แต่ Kimba the
White Lion เรื่องนี้ เป็นอนิเมะ เรื่องแรกของญี่ปุ่นที่หันมาใช้ “ภาพสี” แทนภาพขาว-ดำ
และเนื่องด้วยการเปลี่ยนมาใช้ภาพสี เนื่องจากภาพสีนั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีกว่าภาพขาว-ดำ ส่งผลให้ Kimba
the White Lion กลายเป็นอนิเมที่มีชื่อเสียงมากๆในญี่ปุ่นและกลายเป็นต้นแบบในการใช้ภาพสีของอนิเมในภายหลัง

Doraemon
ปิดท้ายกันที่ อนิเมะที่สร้างชื่อกระฉ่อนให้ญี่ปุ่นไปทั่วโลก แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักอนิเมะเรื่อง โดราเอม่อน
เรื่องนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักดูอนิเมรุ่นไหนๆก็ต้องรู้จักกับเจ้าแมวสีฟ้าที่มีของวิเศษจำนวนมาก
กับเด็กผู้ชายที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหนแต่กลับมีความพยายามในเรื่องที่ตนสนใจอย่าง โนบิตะ และเพื่อนๆของทั้ง 2 คนอย่างแน่นอน
โดเรม่อนนั้นออกฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 1970 และเป็นอนิเมะ เรื่องแรกที่ได้ฉายไปทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
และได้รับเสียงตอบรับและชื่นชมจากผู้ชมทั่วโลกอย่างล้นหลามกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทำให้วงการอนิเมะญี่ปุ่นนั้นขึ้น
ถึงจุดสูงสุดหรือเรียกได้เลยว่าเป็น “ยุคทองของ” โดราเอมอนนั้นได้ให้อะไรเรามากมาย ทั้งความสนุก ความรัก
และที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพ ทั้งหมดนี่ทำให้พวกเราทุกคนยังคงจดจำภาพของเจ้าแมวสีฟ้าไร้หูได้อย่างไม่มีลืมเลือน

 …

ประวัติศาสตร์ของ บอลลีวู้ด อุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย

เชื่อว่าคอภาพยนตร์หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า บอลลีวู้ด กันเป็นอย่างดี
แต่อาจจะยังไม่ทราบถึงประวัติความเป็นมาของมัน
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาเรียนรู้สักหน่อย

ภาพจำของภาพยนตร์อินเดียนั้นจะเป็นเรื่องของการดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ
จากนั้นก็จะมีเพลงเปิดขึ้นมา ตัวละครหลักก็จะเริ่มร้องรำทำเพลงกัน
เมื่อเพลงจบก็จะตัดเข้าสู่ซีนถัดไป
นี่คือสิ่งที่ทำให้คนไทยมักจะแซวกันว่าภาพยนตร์อินเดียนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าก
ารวิ่งข้ามภูเขา ร้องเพลงจีบกัน
ทั้งที่อันที่จริงแล้วมันมีเนื้อหาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเยอะ

สำหรับคำว่า บอลลีวู้ด นั้นเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า ฮอลลีวู้ด
ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
โดยทางอินเดียได้นำเอาคำว่าบอมเบย์ ซึ่งเป็นสถานที่มาใส่ผสมเข้าไป
จนกลายเป็นคำว่า บอลลีวู้ด นั่นเอง
นี่คือความบันเทิงของชาวอินเดียที่โด่งดังเป็นอย่างมาก

ในอดีตนั้นวงการภาพยนตร์ของอินเดียไม่ได้เต็มไปด้วยเสียงเพลงเหมือนกับในสมั
ยนี้ เพราะว่ายังเป็นภาพยนตร์เงียบ ช่วงยุค 1910 ถึง 1920
จากนั้นยุคทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็มาคึกคักจนเรียกได้ว่าเป็นยุค
ทองในช่วงปลายยุค 1940 ถึง 1960
มีภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายเกิดขึ้นในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็น Dharti Ke Lal, Neecha
Nagar, Nagarik หรือ Do Bigha Zamin ขณะที่ The Apu Trilogy ก็กวาดรางวัลสำคัญๆ มากมาย

จากนั้นมาถึงช่วงยุค 1990
เรียกได้ว่าเป็นยุคเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย
โดยเปลี่ยนจากหนังแบบดั้งเดิมแล้วเข้าสู่ยุคหม่
เริ่มมีการสร้างภาพยนตร์หลากหลายแนวมากขึ้น
และแน่นอนว่าผู้กำกับหน้าใหม่ก็มีเพิ่มขึ้นมามากด้วยในยุคนี้

ภาพยนตร์อินเดียที่เรียกกันว่า บอลลีวู้ด มีการถ่ายทำที่พิถีพิถัน
โดยเฉพาะฉากร้องรำทำเพลงที่ต้องผ่านการซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี
ต้องจางโค้ช ทีมออกแบบท่าเต้นมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
นี่แหละคือเหตุผลที่ได้บอกว่ามันมีความลึกซึ้งมากกว่าที่ใครหลายๆ
คนคิดเอาไว้เยอะ

ปัจจุบันนี้ภาพยนตร์อินเดียได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ทุกคนในประเทศใช้สิ่งนี้เป็นการหาความบันเทิงอันดับต้นๆ
รายได้จากภาพยนตร์แต่ละเรื่องจึงถล่มทลาย
ส่งผลไปถึงนักแสดงชั้นนำที่กอบโกยรายได้กันเป็นว่าเล่น
เป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำเงินได้เป็นอย่างมาก
จึงไม่น่าแปลกใจที่ในแต่ละปีจะมีหนังใหม่ออกมาฉายอยู่เรื่อยๆ
สร้างสรรค์กันออกมาไม่หยุดราวกับว่ามีเม็ดเงินลงทุนแบบไม่จำกัด

ซึ่งจะว่าไปแล้ววงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดียก็อาจจะไร้ขีดจำกัดทางการเงิ
นจริงๆ ก็เป็นได้…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1973 : The Sting

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1973เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Sting
ภาพยนตร์ต้มตุ๋นที่ไปไกลถึงการคว้ารางวัลออสการ์และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดในโลก
ภายใต้มือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์
ภาพยนตร์เรื่อง The Sting กล่าวถึงเรื่องราวของ จอห์นนี่ฮุกเกอร์
ตัวเอกของเรื่องที่ดันไปต้มตุ๋นเงินหนึ่งในสมุนของมาเฟียใหญ่
ดอยล์ ลอนเนแกน โดยบังเอิญทำให้เพื่อนสนิทที่ร่วมตุ๋นด้วยกันอย่าง โจ อีรี่ โดนตามเก็บ
ฮุกเกอร์ จึงหนีมาหาเพื่อนเก่าอย่าง เฮนรี่ กอนดอร์ฟ
แล้วร่วมกันวางแผนเพื่อเอาคืนมาเฟียใหญ่ ลอนเนแกนด้วยวิธีการต้มตุ๋นครั้งใหญ่ โดยที่ ฮุกเกอร์
ยังต้องหนีการตามล่าจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาดันไปตุ๋นธนบัตรปลอมอีกด้วย
ความยอดเยี่ยมของ The Sting อยู่ที่บทภาพยนตร์ซึ่งผลักดันให้พวกเขาก้าวไปคว้ารางวัลออสการ์
เพราะตลอดทั้งเรื่องคือการต้มตุ๋นนั่นหมายความว่าต้องมีการวางแผนเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากเหยื่อดังนั้น The Sting
จึงเป็นภาพยนตร์ที่ต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมายเพื่อทำให้เหยื่อพลาดท่าติดกับดัก
มันเยี่ยมถึงขนาดที่ว่าสามารถพาคนดูให้หลงกลตามไปด้วยไม่นับรวมแผนการที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
ปล่อยให้ภาพช่วยอธิบายให้กระจ่างชัดนอกจากนี้ตัวละครที่ต้องตกเป็นเหยื่ออย่าง ลอนเนแกน
ก็ไม่ใช่ตัวละครที่โง่เง่าเต่าตุ่นรอให้เขาหลอกอย่างเดียวหากแต่เป็นเป้าหมายที่ฉลาดทันเกมเหมือนกัน
ซึ่งเหล่านักต้มตุ๋นก็ต้องวางแผนแก้เกมให้ทันและต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ไม่ให้แผนแตกด้วย
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ The Stingจะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้งบประมาณแค่ 5.5 ล้านดอลลาร์และได้รับการยกขึ้นหิ้งเป็นภาพยนตร์แนวต้มตุ๋นที่ดีสุดตลอดกาลแบบไม่ต้องเอาใครมาแทบเท่านั้นไม่พอ
การจับคู่ในฐานะดารานำของ โรเบิร์ตเรดฟอร์ด และ พอล นิวแมนคือการประกบคู่ของโคตรดาราในยุคนั้น
หลังเจิดจรัสมาจากภาพยนตร์ Butch Cassidy and the
Sundance Kid ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จ รอย ฮิลล์เช่นกัน
ขณะเดียวกัน ดนตรีประกอบสไตล์ Ragtime ก็ติดหูมากๆมีความคล้าย Jazz
ที่ช่วยลดอารมณ์ของหนังต้มตุ๋นหักเหลี่ยมตามเก็บให้ออกมาดูนุ่ม
นวลมากขึ้น ซึ่ง มาร์วิน แฮมลิสช์ ดัดแปลงดนตรี Ragtime ของสกอตต์ จ็อบลิน ออกมาได้เยี่ยมมาก
อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผู้คนรุ่นเก่าๆ
เริ่มโหยหาถึงอดีต ซึ่งภาพยนตร์ The Sting
ก็สร้างบรรยากาศย้อนยุคสัมผัสกลิ่นอาย ‘Nostalgia’
ของประเทศอเมริกา ในช่วงต้นศตวรรษ 20 th ออกมาได้เยี่ยม
และคุ้มค่าเหลือเกินที่จะเสียเวลา 129 นาทีเพื่อดูหนังเรื่องนี้สักครั้งในชีวิต…

ภาพยนต์ หนังแนวเอาชีวิตรอดที่หามาดูไว้บ้างก็ดี

ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงสนใจที่จะติดตามเรื่องราวของ นักเตะเยาวชนทีมฟุตบอลอะคาเดมี่หมูป่า และโค้ช
ที่เข้าไปติดอยู่ในถ้ำหลวงจังหวัดเชียงรายเป็นระยะเวลากว่า 13 วันเต็มๆ
แต่ทุกคนก็เอาตัวรอดมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อถือว่าเป็นเรื่องราวดีๆ หลายคนคิดว่าพวกเขาโชคดีที่รอดชีวิตมาได้
แน่นอนว่าโชคไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้รอดชีวิตแน่นอน พวกเขาจะต้องมีทักษะและสติดีพอที่จะเอาตัวรอด
หลายคนอาจจะคิดว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ต้องเจออะไรอย่างนั้น แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป ดั่งคำกล่าวที่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้
และถ้ามันเกิดขึ้นมาพวกคุณจะรับมืออย่างไร และนี่คือภาพยนต์แนวเอาชีวิตรอดที่เราอยากจะแนะนำให้พวกคุณหามาดู
เรื่องราวที่คล้ายๆทีมหมูป่าคงต้องเป็นเรื่อง THE 33 ที่ออกฉายในปี 2015
หนังพูดถึงเหตุการณ์นี้ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับเรื่อง The 33 ที่เล่าถึงกลุ่มคนงานเหมืองในชิลี
ที่ไปปฏิบัติงานเหมือนทุกวันแต่ทว่าเกิดเหตุคาดไม่ถึงเมื่อเกิดเหมืองถล่มแถมมีหินก้อนยักษ์ขวางทาง
ทำให้พวกเขาติดอยู่ข้างในเป็นเวลา 69 วัน ตลอดที่พวกเขาติดอยู่ในเหมือง สิ่งเดียวที่จะเยียวยาพวกเขาได้คือ “ศรัทธา”
แล้วในที่สุดพวกเขาก็สามารถออกมาจากเหมืองได้ในที่สุด
อีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ เรื่อง Alive: The Miracle of the Andes เล่าเหตุการณ์ 12 ต.ค. 1972
เครื่องบินแฟร์ไชด์ FH-227D เที่ยวบินที่ 571 ของกองทัพอากาศอุรุกวัยพร้อมผู้โดยสาร 45 ชีวิต
บินออกจากท่าอากาศยานคาร์ราสโก มุ่งหน้าไปยังซานติเอโก้ ประเทศชิลี
เพื่อนำนักรักบี้ทีมโอลด์คริสเตียนส์ของมหาวัทยาลัยสเตลล่ามาริสไปแข่งนัดกระชับมิตร
แต่เนื่องจากสภาพอากาศในวันเดินทางค่อนข้างแย่ในวันที่ 13 ต.ค.1972 ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น! 15.30 น.
ขณะแฟร์ไชด์กำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาแอนดีส
พวกเขาเจอสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงจนเครื่องพยุงตัวไม่ได้
ต้องลงจอดฉุกเฉินที่ยอดเขาแห่งหนึ่งบนเทือกเขาแอนดีส ตัวเครื่องกระแทกพื้นอย่างแรกจนปีกและท้ายหัก
ผู้โดยสารบางคนกระเด็นออกไปตายนอกเครื่อง บางคนตายเพราะการกระแทก รวมแล้วตายทันที 12 ศพ
ที่เหลือก็ต้องติดอยู่บนความสูง 10,300 ฟุตซึ่งมีหิมะหนาถึง 15 เมตร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร
ประทังชีวิตด้วยช็อกโกแล็ตที่มีเพียงน้อยนิด และน้ำที่ลำลายจากหิมะ ด้วยสภาพที่เลวร้ายจึงทำให้ทยอยตายลงไปทีละคนๆ
ศพถูกขนไปฝังไว้ใต้กองหิมะขึ้นมากินเพื่อประทังชีวิตจนกระทั่งมีคนมาพบและรอดชีวิตได้ พวกเขาอยู่รอดได้ยาวนานถึง 72
วันเต็มๆในสภาพอากาศที่แสนจะเลวร้ายเช่นนั้น…

รู้จักกับประเภทของภาพยนตร์แนวต่างๆ

ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
ถือว่าเป็นกิจกรรมยามว่างของใครหลายๆคน
ไม่ว่าจะยุคไหนการชมภาพยนตร์ก็ได้รับความนิยมอยู่เสมอ
ซึ่งแน่นอนภาพยนตร์หรือที่บ้านเราเลือกกันสั้นๆว่าหนัง
นั้นมีหลากหลายแนวหลายสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเรียกแนวต่างๆ
ว่ามันมีความหมายอย่างไร
1.ภาพยนตร์แอคชั่น (Action)
ก็ตรงตามชื่อเลย ภาพยนตร์แอคชั่นคือหรือหนังบู๊
ที่มีฉากการต่อสู้สุดสนุกเร้าใจ
ไม่ว่าจะเป็นการนำศิลปะการต่อสู้หลายแขนงเข้ามาอยู่ในฉาก
หรือมีฉากยิง ระเบิด เผาสิ่งต่างๆ ที่เราอาจจะหาดูได้ยาก
อาจจะมีเนื้อหาที่รุนแรงและเต้นความตื่นเต้นเป็นหลัก
ซี่งภาพยนตร์แอคชั่นที่ดีควรมีเนื้อหาสาระสอดแทรกหรือฉากต่างๆให้ดู
สมจริงเข้าไปด้วย
2.ภาพยนตร์สงคราม (War)
ภาพยนตร์แนวนี้มักจะอิงจากประวัติศาสตร์
อย่างที่เราทราบกันมายุคก่อนนั้นมนุษย์ทำสงครามกันในหลากหลายดิน
แดนหลายประเทศทั่วโลก
ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมนอกจากฉากการต่อสู้แล้วยังแฝง
ไปด้วยข้อคิด เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือคนที่ต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
โดยมีหนังดีๆ ถูกสร้างออกมามากมาย
3.ภาพยนตร์ดราม่า (Drama)
ภาพยนตร์ที่สื่อในเรื่องราวของความรัก, ความเศร้า
ที่รับชมแล้วรู้สึกอินไปกับบทบาท มีฉากเรียกน้ำตา

ซึ่งบางเรื่องนั้นก็สร้างมากจากเรื่องจริง ดูแล้วอาจจะเครียดสักหน่อย
ไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหาความบันเทิงกับการรับชม
4.ภาพยนตร์ไซ-ไฟ (Sci-Fi)

ภาพยนตร์แนวนี้จะเน้นในเรื่องของเทคโนโลยีมีการอ้างอิงถึงวิทยาศาส
ตร์ผสมผสานไปกับจินตนาการของผู้สร้าง
ทำให้บางคนอาจจะไม่ชอบเพราะดูแล้วไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง
5.ภาพยนตร์อาชญากรรม (Crime)

ภาพยนตร์แนวนี้มักจะเป็นการผสมผสานของภาพยนตร์หลายๆแนวเข้า
ด้วยกัน มีฉากการต่อสู้ยิงปืนบู๊แอคชั่น รวมไปถึงดราม่าด้วย
ซึ่งแน่นอนแนวอาชญากรรมนั้นก็ต้องเป็นการสืบสวนแก้ไขคดีของตำรว
จ บางเรื่องอาจมีการเซนเซอร์เพราะเนื้อหาที่รุนแรงเกินไป
6.ภาพยนตร์ระทึกขวัญ (Thriller)
ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ ที่เน้นในเรื่องของความตื่นเต้น
ไม่ว่าจะเป็นหนังที่เกี่ยวกับการฆาตกรรมต่อเนื่องการสืบสวนต่างๆ
มีการสืบสวนที่มาทีไป ทำให้ผู้ที่รับชมรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นอยู่เสมอ
ซึ่งถือว่ามีความแปลกใหม่และไม่น่าเบื่อ
และบางเรื่องฉากจบมักจะหักมุมซะด้วย
7.ภาพยนตร์ตลก (Comedy)
ก็ตามชื่อเรื่องเลยสำหรับภาพยนตร์แนวนี้
ที่เน้นเรียกเสียงฮาสำหรับผู้ชมเป็นหนัง
จัดว่าเป็นหนังที่ดูแล้วคลายเครียดไม่ต้องคิดอะไรมากและไม่ต้องไปถาม
หาสาระ
8.ภาพยนตร์ครอบครัว (Family)

จัดว่าเป็นภาพยนตร์ที่สามารถชมได้ทุกเพศทุกวัย
มีเนื้อหาที่ไม่รุนแรง บางเรื่องอาจจะเป็นอมิเมชั่น ที่แฝงไปด้วยข้อคิด
9.ภาพยนตร์สารดดี (Documentaries)

ภาพยนตร์ที่ให้สาระความรู้เป็นหลักบางเรื่องก็อาจจะมีการนำชีวประวัติ
ของบุคคลสำคัญมาสร้างเป็นหนัง
10.ภาพยนตร์แฟนตาซี (Fantasy)
ภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวของความผสมสานของจินตนาการ
หรือว่าจะเรียกง่ายๆ คือภาพยนตร์ประเภทอยู่เหนือความคิดของเขา
เช่นตัวละครมีพลังพิเศษ, มนุษย์ต่างดาวจากนอกโลก และอื่นๆ เป็นต้น…

4 ภาพยนตร์สารคดีที่คู่ควรแก่การรับชม

ภาพยนตร์คือที่ให้ความบันเทิง, ความสนุก ใช้คลายเครียดต่างๆ แต่ทว่า
ภาพยนตร์นั้นมีหลากหลายแนวหลายสไตล์ แบบที่ให้ความรู้ก็มี
เช่นภาพยนตร์เชิงสารคดีเป็นภาพยนตร์ที่บันทึกเหตุการณ์จริงหรือแสด
งให้เห็นสภาพทางสังคมอย่างสร้างสรรค์
โดยไม่ได้ทำเป็นนวนิยาย
เป็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์
สังคม และวิทยาศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์
ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
หรือการจัดสร้างตกแต่งขึ้นมาใหม่
เเต่เนื้อหาการแสดงออกเน้นข้อเท็จจริงมากกว่าความบันเทิง
และเป็นเรื่องที่ผูกพันกับเหตุการณ์และบุคคลจริงโดยไม่มีการแสดง
โดยจุดประสงค์ของผู้แต่งนั้นก็มีหลากหลาย
แต่จะยืนอยู่บนจุดที่ว่าเป็นเหตุการณ์จริงที่ถูกบันทึกไม่ใช่การแสดงนั่งเอ
ง วันนี้เรามีภาพยนตร์ชิงสารคดีที่น่าสนใจมาแนะนำกัน
1. Cityzenfour
สารคดีที่นำเสนอชีวิตส่วนหนึ่งของ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน
ในช่วงที่เขาเปิดเผยโครงการ PRISM ของ CIA
โครงการดักเก็บข้อมูลในการโทรศัพท์ ใช้อินเทอร์เน็ต
เก็บข้อความและข้อมูลทุกอย่าง ระหว่างการถ่ายทำหนังเรื่องนี้
ผู้กำกับเองก็ต้องตัดต่อหนังของเธอที่เยอรมัน
เพื่อลดความเสี่ยงในการโดนลบไฟล์หนังจากทางรัฐ
แม้ว่าทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะออกมายืนยันภายหลังว่า
เป้าหมายโครงการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการก่อการร้ายเท่านั้น
แต่นั่นก็ทำให้หนังเรื่องนี้กระฉ่อนไปทั่วโลก และทำให้ สโนว์เดน
ต้องหลีกภัยไปอยู่ที่รัสเซีย
2. Cartel Land
ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะเล่าเรื่องสงครามของเหล่าแก็งค์ค้ายา
(Cartel) ที่มีทั้งเงินและอำนาจ

มากพอจะปิดปากพนักงานรัฐตัวเล็กตัวน้อย
กับประชาชนทั้งในฝั่งอเมริกาและเม็กซิโกที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดัง
กล่าว
ภาพดิบเถื่อนและผู้กำกับก็บ้าบิ่นพอจะเสี่ยงลุยเข้าไปใจกลางสถานที่เกิด
เหตุ นั่นทำให้เขาได้ภาพการยิงกันจริงๆ
3. Man on Wire
เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของ Philippe Petit
นักกายกรรมที่ต้องการไต่ลวดข้ามช่องว่างระหว่างตึก World Trade
Center แต่ทางตึกไม่อนุญาต
ดังนั้นเขากับพวกจึงต้องลักลอบทำแผนการในฝันให้สำเร็จ
ด้วยความที่ตัวสารคดีเล่าเรื่องอย่างสนุกสนานเร้าใจราวกับหนังสายลับ
จัดว่าเป็นภาพยนตร์สารดดีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
4. The Hunting Ground
ภาพยนตร์ที่เล่าถึงมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่ที่น่าไว้วางใจที่สุด
เพราะเป็นแหล่งที่ให้การศึกษากับมนุษย์
แต่ทว่าหญิงสาวจำนวนมากต้องมาถูกละเมิดทางเพศ
มิหนำซ้ำเมื่อพวกเธอพยายามปกป้องสิทธิ์ตัวเองกลับกลายเป็นสถาบันก
ารศึกษาเองที่พยายามปิดบังเรื่องนี้
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเงินที่พวกเขาได้รับสนับสนุนจากเครือญาติ
ของผู้ก่อคดี หรือการรักษาชื่อสถาบันไม่ให้ติดลบ
นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมได้เป็นอย่างดี…