Wall-e หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย

วอลล์ – อี หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
กำกับโดย : แอนดรูว์ สแตนตัน
ออกฉายเมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551
จัดจำหน่ายโดย วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์
ยังคงเป็นภาพยนต์ที่ดีที่สุดตลอดกาลของ PIXAR หนังอะนิเมชั่น 3 มิติที่สร้างจากคอมพิวเตอร์
การ์ตูนอารมณ์ดี Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากที่สุดถึง 6 รางวัล สุดยอดเลยใช่ไหม!
วอลล์ – อี ได้ชนะเลิศรางวัลเพียง 1 สาขา คือ สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม
ไม่เพียงแต่มีภาพสวยๆ เนื้อเรื่องยังเข้มข้นทุกอนู ดูแล้วอยากดูอีกแน่นอน Wall-E หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
ถือเป็นอนิเมชั่นที่ดีมากเรื่องหนึ่งในปี 2551 ผ่านมาแล้ว 10 ปี มันก็ยังคงสนุกสนานติดอยู่ในตาคนดู
เนื้อเรื่อง
จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก นักวิทยาศาสตร์ได้หยิบพื้นดินส่วนหนึ่งขึ้นไปในอวกาศ
และปล่อยของเสียลงสู่โลกกว่า 700 ปี และได้ผลิตหุ่นยนต์กำจัดขยะ มาจากชื่อเต็มคือ Waste Allocation
Load Lifter – Earth-Class แต่ทุกเครื่องพังกันหมดเหลือเพียง วอลล์-อี (WALL-E) หุ่นยนต์กำจัดขยะ
ที่มีความรู้สึก จนเวลาผ่านไป นักวิทยาศาสตร์บนอวกาศได้ส่งหุ่น อีฟ (EVE) มาจากชื่อเต็มคือ
Extraterrestrial Vegetation Evaluator มายังโลกเพื่อค้นหาต้นไม้ ทำให้หุ่นทั้งสองมาเจอกัน
ความรักแบบหุ่นยนต์จึงปรากฎขึ้นกลายเป็นภาพยนต์เรื่องนี้ วอลล์ – อี หุ่นจิ๋วหัวใจเกินร้อย
แต่ถึงภาพยนต์เรื่องนี้จะสนุกยังไง ทาง PIXAR
ก็ไม่เสนอให้ทำต่อทำให้หนังดีๆสามารถฉายสู่คนดูได้เพียงเรื่องเดียว ภาคเดียวเท่านั้น…

แนะนำ 5 หนังแหกคุก ที่ควรหาเวลาว่างมาดู

1.Shawshank (1994)
Shawshank เรื่องของนายธนาคารหนุ่ม ที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้ แล้วถูกจำคุกตลอด
ชายธรรมดาที่ดูเหมือนโลกทั้งใบแหลกสลายกำลังจะได้พบกับมิตรภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งความสิ้นหวัง
เขาเริ่มปรับตัวและใช้ความสามารถเฉพาะทาง ช่วยเหลือและสร้างประโยชน์กับผู้อื่น แต่โลกนี้คนดีอยู่ยาก Shawshank
เต็มไปด้วยความงดงามในสถานที่ที่มืดมิดที่สุด

2. Conair (1997)
ผลงานชิ้นแรกของ Jerry Bruckheimer นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ,จอห์น
มัลโควิช และ จอห์น คูแซ็ค เรื่องราวของนายทหารที่เข้าไปปกป้องภรรยา
แต่ดันพลาดไปฆ่าโจรตาย ทำให้ต้องติดคุกนานถึง 8 ปี
ตลอดเวลาที่ถูกคุมขังเขาคือนักโทษที่ดีเยี่ยม
เขาเฝ้ารอวันที่จะได้พบกับลูกสาวที่ไม่เคยได้เห็นหน้า แล้ววันนั้นก็มาถึง
แต่ว่าเขาต้องอาศัยเครื่องบินโดยสารที่เต็มไปด้วยเหล่านักโทษตัวเป้ง
และเมื่อคนเลวมาพบกันแบบเป็นหมู่คณะก็โชว์ฝีมือความเป็นโจรจี้เครื่องบินได้เลย
งานนี้เขาคงไม่ได้กลับบ้านง่ายๆ

3.Escape Plan (2013)
หนังแอ็คชั่นที่มี ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน
รับบทนักตรวจสอบความปลอดภัยของคุก โดนรับจ้างปลอมตัวเข้าไปอยู่ในคุก
แล้วลองแหกคุกออกมาเพื่อดูว่าเรือนจำเหล่านั้นมีการป้องกันที่ดีมากน้อยแค่ไหน
แต่เรื่องมันมันมีเรื่องบานปลายกว่านั้น เมื่อครั้งนี้มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
จนเข้าต้องเข้าไปอยู่ในคุกที่แน่นหนาที่สุด ล้ำสมัยที่สุด
และได้พบกับเพื่อนใหม่ที่แสดงโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์
ทั้งสองต้องร่วมมือกันแหกคุกที่ไม่อาจจะแหกได้
พวกเขาถูกจองจำในห้องขังที่โปร่งใส และมีกล้องที่คอยจับตามมองตลอด 24
ชั่วโมง การแหกคุกครั้งนี้ถึงกับมืดแปดด้าน
เขาทั้งสองต้องใช้ความชำนาญของตัวเองแหกคุกออกมาให้ได้
ไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นนักโทษของจริงไปตลอด

4. Papillon (1973)
เหตุการณ์ในหนังอ้างอิงจากเรื่องจริงของปาปิยอง(Steve McQueen)
นักโทษคดีฆาตกรรมถูกจับไปขังเรือนจำบนเกาะในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศ
ส เขาหาทางหลบหนีโดยได้รับความช่วยเหลือแบบต่างพึ่งพาโดย หลุยส์ เดก้า
นักโทษที่ร่ำรวยจากการปลอมแปลงพันธบัตร
ซึ่งเรื่องราวเหมือนแบ่งเป็นสองช่วงคือเหตุการณ์ความลำบากระหว่างอยู่ในคุก
และช่วงหลบหนีที่แผนการไม่ได้เหนือชั้นอะไรมากมาย
เน้นไปที่การทุจริตรับสินบนมากกว่า
และเมื่อหนีมาได้ก็ออกแนวผจญภัยเพราะต้องเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่คาดเดาได้ยากจริงๆ

5. Rescue Dawn (2006)
เรื่องจริงของ ดีเตอร์ เดงเลอร์ นักบินลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกันถูกทหารลาวสอยเครื่องบินรบร่วงระหว่างกำลังปฏิบัติภารกิจลับ
เขาตกเป็นเชลยอยู่ในค่ายหมู่บ้านเล็ก ๆ
ในประเทศลาวร่วมกับนักบินอเมริกันและคนไทยที่ถูกจับมาก่อนหน้านี้ร่วม 2 ปี
ดีเตอร์ไม่ยอมที่จะถูกจองจำในค่ายแห่งนี้เขาจึงหาทางหนีออกจากค่าย…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1970 : Airport

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1970
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Airportหรือเที่ยวบินมฤตยู
ภาพยนตร์ที่ถือเป็นต้นกำเนิดของหนังหายนะบนน่านฟ้าที่สร้างความฮือฮามากในเวลานั้น ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จ ซีตัน
ภาพยนตร์เรื่อง Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยูมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งไม่สามารถนำเครื่องบิน
ขึ้นได้เนื่องจากล้อติดในหิมะจนทางสนามบินต้องระดมกำลังเพื่อแก้ไข นำโดย ผู้ดูแลสนามบิน
เมล เบ็กเกอร์ฟิลด์ และหัวหน้าทีมช่างมือดี โจ พลาโทนี่เท่านั้นไม่พอ เมื่อเครื่องบินของกัปตัน เวอร์นอน ดีเมอเรสที่กำลังบินอยู่บนน่านฟ้า
เกิดปัญหาใหญ่โดนชายวิตกจริตคนหนึ่งพกระเบิดทำเองขึ้นมาบนเครื่องบิน นั่นทำให้เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินมฤตยูอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้นเรื่องราวของภาพยนตร์ Airport หรือเที่ยวบินมฤตยู ก็ดำเนินไปตามสูตรของหนังหายนะในสถานที่ปิดกล่าวคือมีตัวละครที่มีปูมหลัง
และปมปัญหาชีวิตหลากหลายที่มาอยู่รวมกันบนเครื่องทำให้ปัญหาไม่ได้มีแค่ระเบิดเท่านั้นขณะเดียวกันตัวละครเอกอย่าง เมล เบ็กเกอร์ฟิลด์
ก็ต้องเผชิญปัญหารอบด้าน โดยเฉพาะชีวิตคู่ที่ส่อแววล่มเช่นเดียวกับพี่เขยกัปตันเวอร์นอน ดีเมอเรสที่แอบมีสัมพันธ์สวาทกับแอร์โฮสเตสคนหนึ่งจนท้อง
กระนั้นแม้ผู้ที่เกี่ยวข้องจะเผชิญปัญหารอบด้านจนแทบบ้าแต่ภาพยนตร์ Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยูกลับสะท้อนให้เห็นความร่วมมือทั้งบนน่านฟ้าและภาคพื้นดิน
ที่จะทำทุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตของผู้โดยสารภายใต้สถานะการณ์ที่เลวร้ายสุดๆโดยเฉพาะความเป็นมืออาชีพและความมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ
ที่ถือเป็นกรณีศึกษาให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาคพื้นดินและบนน่านฟ้าได้ดูเป็นตัวอย่าง
พร้อมทั้งยืนยันว่าจรรยาบรรณต่อวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกสาขาอาชีพ
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Airport หรือ เที่ยวบินมฤตยู
จะกวาดรายได้ทั่วโลกจากการเข้าฉายไปกว่า 100 ล้านดอลลาร์
จากทุนสร้างแค่ 10 ล้านดอลลาร์
พร้อมติดอันดับภาพยนต์ทำเงินตลอดกาลของฮอลลีวู้ดด้วย
นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจากภาพยนตร์ Airport หรือเที่ยวบินมฤตยู
ทำให้มีการสร้างภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาอีก 3 ภาค
ไล่ตั้งแต่ Airport 1975 ที่เครื่องบินเล็กปะทะกับห้องนักบิน,
Airport 1977 ที่เครื่องบินจมลงมหาสมุทร และปิดท้ายที่ Airport
1979 ที่เครื่องบินคอร์ดปะทะเครื่องบินรบใครที่เป็นคอหนังหรือชื่นชอบภาพยนตร์แนวนี้
สามารถไล่เสพได้ตั้งแต่ภาคแรกที่ทำเงินสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์
ไปจนถึงภาคสุดท้ายที่แม้จะทำเงินแค่ 13 ล้านดอลลาร์
จากทุนสร้าง 14 ล้านดอลลาร์ จนผู้สร้างต้องยอมปล่อยทิ้งอย่างไรก็ตาม
เอาแค่การได้ติดตามรับชมบทบาทการแสดงของ จอร์จ เคนเนดี้ที่สวมบท โจ พลาโทนี่ซึ่งกลายเป็นตัวละครสนับสนุนจอมขโมยซีนและได้ปรากฏตัวในทุกภาคของภาพยนตร์เฟรนไชส์ Airport…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1965 : The Sound of Music

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1965
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Sound of
Music หรือ มนต์รักเพลงสวรรค์
ภาพยนตร์เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล ที่กำกับโดย โรเบิร์ต ไวส์
และสามารถครองใจผู้ชมทั่วโลกได้ แม้โดนนักวิจารณ์สับเละ
The Sound of Music หรือ มนต์รักเพลงสวรรค์
มีเนื้อหาตามละครเพลงบรอดเวย์ The Sound of Music
ที่ออกแสดงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2502 บทเพลงในเรื่องประพันธ์โดย
ริชาร์ด ร็อดเจอร์ส และ ออสการ์ แฮมเมอร์สไตน์ที่ 2
ถือเป็นผลงานร่วมครั้งสุดท้ายของพวกเขา
โดยละครบรอดเวย์เรื่อง The Sound of Music
ก็สร้างจากหนังสือเรื่องThe Story of the Trapp Family
Singerของ มาเรีย ฟอน แทรปป์ ฉากตั้งอยู่ที่ เมืองซัลซ์บวร์ก
ประเทศออสเตรีย ที่เขียนถึงเรื่องราวครอบครัวของตน
หลังจากหนีพ้นการคุกคามของนาซี
นั่นทำให้เรื่องราวในภาพยนตร์ The Sound of Music หรือ
มนต์รักเพลงสวรรค์ จึงเป็นเรื่องของ มาเรีย หญิงสาวชาวออสเตรีย
ที่หลงใหลในเสียงดนตรี และไปหลงรักกับนายทหารชาวออสเตรีย
โดยมี ทหารนาซี เป็นตัวแปรสำคัญในการดำเนินเรื่อง
จุดเด่นของ The Sound of Music หรือ มนต์รักเพลงสวรรค์
จึงหนีไม่พ้นเสียงดนตรี
เพราะมีการประพันธ์บทเพลงที่โด่งดังขึ้นมากมายหลายเพลง เช่น
EdelweissMy Favorite ThingsClimb ry Mountain
Do-Re-MiSixteen Going on SeventeenThe Lonely
Goatherdและ The Sound of Music
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ The Sound of Musicหรือ
มนต์รักเพลงสวรรค์ จะกวาดรายได้ทั่วโลกมากกว่า 280
ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากทุนสร้างเพียง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ใครเล่าจะทราบว่านี่คือภาพยนตร์ที่เหล่านักวิจารณ์สับแหลกว่าห่วยแตกสิ้นดี
ไล่ตั้งแต่นักวิจารณ์หนังยุคโบราณอย่าง บอสลีย์ โครว์เธอร์
ที่ชี้ว่าหนังพยายามเล่นง่ายเกินไป
คือนำละครเพลงที่ประสบความสำเร็จมาทำเป็นหนัง
แต่กลับมีจุดอ่อนเต็มไปหมด
โดยเฉพาะตัวนางเอกที่ตกอยู้ใต้ความโรแมนติกจนไร้สาระ
ส่วน จูดิธ คริสต์ และ วอลเตอร์ เคอร์
โจมตีความหวานมากเกินไปของ The Sound of Music หรือ
มนต์รักเพลงสวรรค์ แถมไม่ได้หวานแค่เนื้อหาแต่ยังหวานไปถึงบทเพลงด้วย
ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตรืเรื่องนี้เลยทีเดียวขณะที่ พอลลีน คาเอล
ชี้ว่านี่เป็นหนังที่กดขี่อิสรภาพทางศิลปะในภาพยนตร์ที่หนักหน่วงที่สุด
พร้อมทั้งทิ้งท้ายคำโตว่าเป็นคำโกหกเคลือบน้ำตาลที่ผู้คนอยากกิน
พูดง่ายๆ ว่า The Sound of Music หรือ มนต์รักเพลงสวรรค์นั้นไร้สาระ
กระนั้นภายใต้คำวิจารณ์มากมาย The Sound of Musicหรือ มนต์รักเพลงสวรรค์ กลับครองใจผู้ชมทั่วโลก
และกวาดรางวัลออสการ์ ไปครอง 5 สาขา จากการเข้าชิง 10
สาขา ไล่ตั้งแต่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยมดนตรีประกอบยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม ไปจนถึงตัดต่อภาพยอดเยี่ยม…

ภาพยนต์

นิโคลัส เคจ ผลงานที่น่าจดจำก่อนล้มละลาย

นิโคลัส เคจ หนังแอ็คชั่นควบคู่กับการผจญภัย
การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้อํานวยการสร้าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์
กับดารานําชาย นิโคลัส เคจ ซึ่ง เคยสร้างความทรงจําดีๆ ให้แฟนหนังจากผล
งานสุดมัน Con Air และ The Rock ใน National Treasure ภาค 1 ซึ่งถูกมองว่าเป็น
ส่วนผสมของ Indiana Jones, Tomb Raider และ The Mummy

นิโคลัส เคจ มารับบทเบนจามิน แฟรงคลิน เกตส์ นักโบราณคดีนัก ผจญภัย
(คาแรกเตอร์เดียวกับตัวละครเอกใน หนัง 3
เรื่องที่เอ่ยชื่อมา)ตลอดชีวิตเบนจามินติดตามค้นหา
ขุมทรัพย์ที่ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง นั่นคือ ขุมสมบัติล้ําค่าของกลุ่มอัศวินผู้ทําหน้าที่
คุ้มครองชาวคริสต์เดินทางไปกรุงเยรูซาเลม

เขาเชื่อว่าลายแทงขุมทรัพย์ต้องอยู่ที่ไหนสัก
แห่งในอเมริกาเขาสืบจนพบว่าลายแทงสมบัติซ่อนอยู่
ด้านหลังแผ่นคําประกาศอิสรภาพของอเมริกาซึ่งอยู่ในความดูแลของ อบิเกล เชส
(ไดแอนครเกอร์) หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
เขาต้องไปขอความ ช่วยเหลือจากเธอ
และใช้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ระดับอัจฉริยะของเพื่อนคู่หู (จัสติน บาร์ธา)
ในการถอดรหัสลับ

เมื่อมีฝ่ายพระเอกก็ต้องมีฝ่ายผู้ร้าย..กลุ่ม ผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้นําโดย เอียน ฮาว
(ฌอน ปืน) มหาเศรษฐีนักล่าสมบัติชาวอังกฤษ
ซึ่งทําทุกวิถีทางเพื่อเป็นเจ้าของขุมทรัพย์อันล้ําค่าการล่าสมบัติและไล่ล่านักล่าสม
บัติเกิด ขึ้นในหลายโลเคชั่น ไล่เรียงตั้งแต่ซากเรือ โบราณใต้อาร์กติก
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหรัฐฯ ห้องสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ อนุสาวรีย์ สําคัญๆ
ในวอชิงตัน ระฆังประกาศ อิสรภาพในฟิลาเดลเฟีย โบสถ์ทรินิตี้ใน วอลล์สตรีท
และสุสานใต้ดินในแมนฮัตตัน

จากโลเคชันและเรื่องราวดังกล่าว ทําให้ นักวิจารณ์บางคนมองว่า National Treasun
เป็นหนังผจญภัยที่จะทําให้ผู้ชมได้รับรู้เกรี ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะการปฏิวัติ ในอเมริกา
และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เหล่านั้น

กว่าจะออกมาเป็น National Treasure หนังเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนที่ โอเรน
เอวีฟ คิดพล็อตหลักขึ้นมาได้ จากพล็อตหลัง ของเขา
หนังเรื่องนี้ต้องใช้คนเขียนบทถึง 9 คน จนกระทั่งได้บทสุดท้ายที่ใช้ในการถ่ายทํา
ซึ่ง เป็นเครดิตของ เท็ด เอลเลียต กับ เทอร์รี รอสซิโอ เจ้าของบทภาพยนตร์ Pirates
Of The Caribbean ทั้งภาค 1 ที่ออกฉายไปแล้ว และ ภาค 2 ที่กําลังลงมือสร้าง

ใครที่เคยชอบ Con Air, The Rock, Indiana Jones, Tomb Raider, The Mummy
ซึ่งมีบางแง่มุมเกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กับ หนังเรื่องนี้ มีสิทธิ์ที่จะชอบ National Treasure
ไม่ต่างจากหนังทั้งหลายที่เอ่ยชื่อมาและยังสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของอเมริกั
นไปในตัวอีกด้วย…

ภาพยนต์

ซีรี่ย์ Netflix

ซีรี่ย์ Netflix แนะนํา 2018
Lost in Space : ทะลุโลกหลุดจักรวาล
อีกหนึ่งซีรี่ส์ไซไฟที่น่าสนใจจากทาง Netflix ที่เล่าเรื่องราวการผจญภัยในอวกาศของครอบครัวโรบินสัน
ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด ระหว่างเดินทางไปจักรวาลอาณานิคม
เหตุฉุกเฉินทำให้ยานของครอบครัวตกลงที่ดาวดวงหนึ่งที่ไม่รู้จัก และการผจญภัยก็ได้เริ่มขึ้น ณ จุดนั้น
Mob Psycho : 100คนพลังจิต
Mob Psycho 100หรือในชื่อภาษาญี่ปุ่นคือモブサイコ 100เ
ป็นผลงานต้นฉบับมังงะชื่อดังที่แต่งโดยอ.Oneแล้วยังเป็นผู้เขียนผลงานมังงะชื่อดังอีกหนึ่งเรื่องอย่างOne Pun
ch Manอีกด้วย โดยปัจจุบันผลงานเรื่องMob Psycho 100เขียนอยู่ในเว็บไซต์ออนไลน์
แล้วได้ตีพิมพ์เป็นฉบับรวมเล่มในเครือของสำนักพิมพ์Shogakukanออกมาแล้วถึง 14 เล่มด้วยกัน
เป็นเรื่องราวของ“คาเงยาม่า ชิเงโอะ”เด็กหนุ่มมัธยมปีสอง หรือม็อบผู้ มีพลังจิตที่มหาศาลถึงระดับ 100
นั่นจึงทำให้เขาได้กลายเป็นผู้ผดุงความถูกต้อง ที่ต้องคอยปราบเหล่าผู้มีพลังจิตในทางที่ผิด
แม้ว่าเขาจะมีพลังพิเศษที่ดีกว่าคนอื่นแค่ไหน… แต่เขากลับเลือกอยากที่จะเป็นคนธรรมดาๆ เสียมากกว่า
Dark
Darkเป็นภาพยนตร์ซีรีส์แนวสยองขวัญลึกลับอีกหนึ่งเรื่องของทางช่องNetflixจากฝีมือการกำกับของBaran
bo Odar ซึ่งเรื่องนี้มีกลิ่นอายของภาพยนตร์สยองขวัญชื่อดังอย่าง ItและTwin Peaks

เรื่องราวกล่าวถึงคดีการหายตัวไปของเด็ก สองคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน
โดยมีการทดลองบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นที่นี้ โดยเนื้อเรื่องจะเป็นการตัดสลับไปมาระหว่างปี 1986
กับปีปัจจุบันเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้านแห่งนี้กันแน่? แล้วมีอะไรอยู่ในความจริงนี้
Godzilla : Monster Planet
เรื่องราวกล่าวถึงการสิ้นสุดของความ รุ่งโรจน์ของเหล่ามวลมนุษยชาติในช่วงฤดูร้อนครั้งสุดท้ายของศตวรรษที่ 20
มนุษย์ได้ละทิ้งโลกหลังจากที่เหล่าสัตว์ประหลาดได้ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิง ความเป็นใหญ่
ซึ่งนั่นทำให้เหล่ามนุษย์ต้องสูญเสียความเป็น“ผู้อยู่บนจุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง”ซึ่งราชาที่แท้จริงของโลกนั้น
คือ“ก็อตซิลล่า”อสูรกายขนาดใหญ่ที่ได้สมยานามว่าเป็น“ราชาแห่งเหล่าสัตว์ประหลาดทั้งปวง” (The King
of Monster)
… และในปี 2048 เป็นเวลาถึง 20 ปีที่มนุษย์ได้พยายามเดินทางไปหาดินแดนแห่งใหม่เพื่อตั้งรกราก ทว่า“Tau
Cetie”ดวงดาว ที่ไปยืนนั้นมีความแตกต่างทางระบบนิเวศจนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้
ประกอบกับบนยานสำรวจที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ก็มีสภาพที่เสื่อมโทรมทางด้าน ระบบยังชีพอย่างมาก
ทำให้มนุษย์ตัดสินใจเดินทางกลับไปยังดวงดาวบ้านเกิดของตัวเอง

Kakegurui : โคตรเซียนโรงเรียนพนัน
Kakegurui (賭ケグルイ) เป็นผลงานต้นฉบับมังงะที่แต่งเรื่องโดยอ.Homura
Kawamotoวาดภาพประกอบโดยอ.Touru Naomura นำมาทำเป้นซีรี่ส์แล้ว

เรื่องราวกล่าวถึง“โรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ”ที่มีกฎกติกาการควบคุมเหล่านักเรียนด้วยการ“เล่นการพนัน”เพื่
อ แบ่งชนชั้นภายในโรงเรียน โดยผู้ที่ชนะการพนันนั้นจะมีสิทธิที่เหนือกว่าผู้ที่แพ้การพนัน
และสามารถกระทำอะไรต่อผู้แพ้ก็ได้ซึ่งในโรงเรียนนี้เอง…“จาบามิ
ยูเมะโกะ”เด็กสาวปริศนาผมดำยาวสลวยได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อที่นี่
เธอเป็นนักเรียนปีสองที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนต่อที่โรงเรียนเอกชนเฮียคคะโอ ห้องฮานากุมิ เธอเป็นคนสวย
นิสัยสุภาพเรียบร้อยและเป็นกันเองมีไหวพริบในการเล่นการพนัน
แต่ก็มีนิสัยแอบจิตตรงที่เธอเสพติดการพนันอย่างเต็มขั้นและกล้าเสี่ยงกับเงื่อนไขการเดิมพันอันตรายอยู่เสมอ…

ภาพยนต์

หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

จำได้ไหม เลโมนี่ สนิคเก็ต หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่เพียงมีชื่อยาวเฟื้อยเหมือนแต่ละตอนของ พ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่หนัง
Lemony Snicket's A Series Of Unfortunate Events
สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีที่ขายดิบ ขายดีในอเมริกาเช่นเดียวกัน
แม้จะโด่งดังระดับโลก น้อยกว่าผลงานของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง

เลโมนี่ สนิคเก็ต (Lemony Snicket) ซึ่ง ปรากฏในชื่อหนัง คือนามปากกาที่ แดเนียล
แฮนด์เลอร์ ใช้ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีออกมาแล้ว 11 เล่ม และ 3
เล่มแรก ถูกนํามา ยํารวมกันกลายเป็นหนังชื่อยาวเฟื้อยที่เรากําลัง กล่าวถึง
โดยเจ้าของบทประพันธ์มาเป็นคนเขียน บทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เรื่องราวในหนัง (และหนังสือ) ของเลโมนี่ สนิคเก็ต
เกี่ยวกับโชคชะตาของพี่น้องตระกูล โบดแลร์ 3 คน คือ ไวโอเล็ต (เอมิลี่ บราวนิ่ง)
คลาวส์ (เลียม ไอเกน) และ ซันนี่ (รับบทโดย คู่แฝด คาร่า และ เชลบี้ ฮอฟฟ์แมน)
ผู้มีชีวิต แสนสมบูรณ์ จนกระทั่งคฤหาสน์โดนไฟไหม้อย่าง ลึกลับ
และพ่อแม่เสียชีวิตในกองเพลิง

พวกเขาไม่มีญาติสนิท และพินัยกรรมระบุ เอาไว้ว่า
พวกเขาจะได้ครองสมบัติเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัวแล้ว
เด็กกําพร้าทั้งสามจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ เคานต์โอลาฟ (จิม แคร์รี่)
นักแสดงผู้หลงตัวเอง และกระหายจะฮุบสมบัติเป็นของตัวเอง

สามพี่น้องพยายามหนีจากเงื้อมมือของโอลาฟ และหนีรอดไปได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเคานต์ผู้ชั่วร้ายต้องตามไปก่อกวนอยู่ใกล้ๆ
เสมอ

"ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกํากับหนังเรื่องนี้ สักเท่าไหร่" แบรด ซิลเบอร์ลิ่ง
เล่าให้ฟัง "เพราะผม ไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อนิยายชุดนี้มาก่อน แต่
หลังจากเดินไปหาข้อมูลในร้านหนังสือ และเอามา อ่าน ผมชอบ
และยินดีจะเป็นผู้กํากับในทันที

"เรารู้ดีว่าสามารถแปลงหนังสือชุดนี้ ให้กลาย เป็นหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of
O2 ได้ จูเลีย พิสเตอร์ ผู้บริหารสตูดิโอพาราเมาท์ บอกถึง
ความตั้งใจในการนําหนังสือสําหรับเยาวชนทุกคน

หนังสือชุดนี้ผสมผสานระหว่างทัศนคติ ยุคใหม่กับรายละเอียดยุคเก่า"
ผู้กํากับออกความเห็น "มันสร้างความรู้สึกเหมือนฝันกลางวันผสมกับฝันร้าย
แบบที่เราเคยมีสมัยเป็นเด็ก" ดังนั้นภาพลักษณ์ของ หนังจึงเป็นลูกผสมระหว่าง
Mary Poppins กับ The Night Of The Hunter หนังทริลเลอร์ปี 1955

อย่างบ้านรูปทรงเหมือนเรือของป้าโจเซฟิน (เมอรีล สตรีพ)
มีลักษณะภายในชวนให้นึกถึงเรือ ดําน้ําของกัปตันนีโม
หรือแมนชั่นของเคานต์โอลาฟ ผู้ชั่วร้าย ภายในเต็มไปด้วยข้าวของที่น่ากลัว เช่น
จานสกปรกนับร้อยใบถูกตั้งทิ้งไว้ในครัวมืดๆ มี เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ําคร่าอายุกว่า
100 ปี และรูป ลูกนัยน์ตาน่ากลัวเต็มไปหมด…