5 ภาพยนตร์จบแบบหักมุมที่ควรรับชม

ภาพยนตร์แนวหักมุม
แน่นอนว่ามักจะสร้างความประหลาดใจให้กับผู้รับชม
ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้
แต่ก็มีบางคนที่อาจจะไม่ชอบเพราะมันกระชากอารมณ์สำหรับคนดูหนังเ
ร็วเกินไป บางเรื่องก็จบแบบให้คนดูไปตีความเอาเอง
จนกลายเป็นปริศนาที่ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา แล้วมันจบยังไงล่ะ?
ซึ่งวันนี้เรามี 5
ภาพยนตร์ที่จบแบบหักมุมที่คุณควรจะรับชมมาฝากกัน
ส่วนจะเป็นเรื่องไหนบ้างไปดูกันเลย
1. Shutter Island
เป็นเรื่องราวของ เท็ดดี้ แดเนียลส์
ตำรวจศาลที่เดินทางมาพร้อมกับคู่หู ชัก ออล
พื่อค้นหาคนไข้ที่หลบหนีไปจากโรงพยาบาลจิตเวช แอชคลิฟฟ์
บนเกาะชัตเตอร์ในบอสตัน ซึ่งบริหารงานโดย ดร. จอห์น คอว์ลีย์
และผู้คุม นอกจากนั้น เท็ดดี ยังมาที่นี่เพราะเหตุผลส่วนตัวด้วย
โดยหลายอย่างผิดสังเกตุทำให้เขา
เริ่มสงสัยว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลึกลับบางอย่างของเหล่
าแพทย์ในโรงพยาบาล เมื่อทักษะการสืบสวนชั้นยอดของ เท็ดดี
กำลังจะนำเขาไปสู่บทสรุปของคดีเต็มที
โรงพยาบาลกลับปฏิเสธไม่ให้เขาเข้าถึงเอกสารที่เขาเชื่อว่าจะทำให้คดี
นี้ปิดลงได้ ส่วนตอนจบนั้น… ลองไปดูกันเอาเอง
2. Hidden
เรื่องราวของพ่อ แม่ ลูก ที่หนีมาหลบภัยในอุโมงใต้ดิน
หลังจากเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งอย่างรุนแรง
หนีการกวาดล้างของกลุ่มที่เรียกว่า "บีทเธอร์"
จึงต้องใช้ชีวิตอยู่ในหลุมหลบภัยเท่านั้น เป็นระยะเวลาเกือบปี
แต่เมื่อถึงวันที่น้ำและอาหารหมดลง ทั้งสามคนจึงต้องออกมานอกหลุม
จนพบกลับเรื่องราวสุดสยองที่คาดไม่ถึง
3.เปนชู้กับผี

หนังไทยเมื่อปี 2006
เรื่องราวรักชวนสยองที่เกี่ยวพันกับหญิงสาวสองคน คนหนึ่ง นวลจัน
สาวน้อยจากต่างจังหวัด ผู้เข้ามาตามหาคนรักที่หายสาบสูญไป
อีกคนคือ รัญจวน เศรษฐีนีม่าย ผู้ลึกลับซึ่งมีเสียงล่ำลือกันว่า
เธอซ่อนชายชู้ไว้คนหนึ่ง และที่สำคัญชายคนนั้นไม่ใช่คน
4. The Boy in the Striped Pajamas
ภาพยนตร์ชั้นดีเรื่องราวของเด็กชายวัย 8 ขวบ
ที่ต้องย้ายจากบ้านหลังใหญ่โตในเมือง มาอยู่บ้านหลังเล็ก ๆ นอกเมือง
โดยที่ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมถึงต้องย้ายมาที่นี่
แต่แม่ให้เหตุผลว่าต้องย้ายมาเพราะงานของพ่อซึ่งเป็นนายทหารใหญ่ข
องกองทัพนาซี เขาได้พบกับเพื่อนซึ่งเป็นเด็กชายในวัยเดียวกัน
โดยเป็นเฉลยชาวยิวที่ถูกต้อนมาในค่ายกักกัน
ทั้งสองคนมีมิตรภาพให้แก่กันผ่านรั้วลวดหนาม
ซึ่งตอนจบบอกเลยว่าเซอร์ไพรส์สุดๆ อย่างจะทำให้คุณต้องเสียน้ำตาได้
5. The Mist
ถ้าพูดถึงหนังหักมุม คงไม่มีเรื่องนี้ไม่ได้
โดยเป็นเรื่องราวของผู้คนในเมืองเล็กๆ
ที่หนีตายไปอยู่ในซูเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่ง
หลังจากที่เมืองทั้งเมืองถูกพายุหมอกมรณะครอบคลุม
ในพายุหมอกนั้นมีอสุรกายแฝงตัวอยู่
และพร้อมที่จะกระชากวิญญาณของผู้ที่ผ่านเข้าไปในพายุหมอกให้หาย
ไปพร้อมกับสายลม…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1985 : Back to the Future

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1985 เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Back to the Future
หรือ เจาะเวลาหาอดีต ภาพยนตร์แนวผจญภัยวิทยาศาสตร์ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาเป็นอ
ย่างมาก ภายใต้ฝีมือกำกับของ โรเบิร์ต เซเม็กคิส
ภาพยนตร์เรื่อง Back to the Future หรือ เจาะเวลาหาอดีต
กล่าวถึงเช้าวันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1985 ดร.เอ็มเม็ตต์ บราวน์
นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง โทรศัพท์มาขอนัด มาร์ตี้ แม็คฟลาย
เพื่อดูการทดลองของเดอลอรีน ดีเอ็มซี-12 ที่ดัดแปลงมาเป็นยานไทม์แมชชีน
โดยในคืนนั้น มาร์ตี้ ได้มาตามนัดและด็อกเตอร์ได้อธิบายเกี่ยวกับรถเดอลอรีน
เเล้วเริ่มทดลองกับสุนัขของเขา ผลปรากฎว่าไปได้ไม่กี่วินาที
ทำให้ด็อกเตอร์ต้องเพิ่มเวลาของรถคันนี้ เเต่โชคร้ายโดนกลุ่มผู้ก่อการร้ายชาวลิเบีย
ที่ด็อกเตอร์ไปขโมยพลูโตเนียมมา ไล่ล่าจนฆ่าเขาได้
เมื่อเห็นดังนั้น มาร์ตี้ เลยขึ้นรถเดอลอรีน หนีไปในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1955 ไปโผล่ในไร่คอกสัตว์
แถมรถใช้การไม่ได้ เขาจึงเดินไปในเมือง และพบกับพ่อและแม่ของเขา ภารกิจทำให้ทั้งคู่รักกันจึงเกิดขึ้น
พร้อมเหตุการณ์วุ่นวายที่ทำเอาตัวเอกเกือบไม่ได้ลืมตาดูโลก
ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ Back to the Future
หรือ เจาะเวลาหาอดีต เริ่มจากที่ บ็อบ เกล ฉุกคิดขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หากเขาและพ่อของเขาได้เป็นเพื่อนกัน และเรียนไฮสคูลด้วยกัน
จากการที่เขาได้ไปเยี่ยมพ่อที่บ้าน และพบหนังสือรุ่นของพ่อตัวเอง
บ็อบ เกล จึงนำไปเล่าให้ โรเบิร์ต เซเม็กคิส จนพบว่า เซเม็กคิส
ก็มีแนวคิดเกี่ยวกับแม่ของตัวเองที่ไม่เคยจูบกับใครเลยสมัยไฮสคูล
ทั้งที่ความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งสองคนจึงเริ่มเขียนบทหนังเรื่องนี้ด้วยกัน
ผลที่ออกมาคือ บ็อบ เกล และ โรเบิร์ต เซเม็กคิส
ได้ผสานแนวภาพยนตร์ผจญภัยเข้ากับวิทยาศาสตร์
พร้อมเรื่องราวชวนหัวที่น่าสนใจมาก เช่นในเรื่องความรักของพ่อแม่
มุกตลกเสียดสีบุคคลสำคัญตามเส้นเรื่องเวลา เช่น มุกถนนจอห์น
เอฟ เคนเนดี้ ในปี 1955 ที่ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้จัก จอห์น เอฟ เคนเนดี้
หรือจะเป็นมุกประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน
ที่บอกใครในช่วงปี 1955 ก็หัวเราะแล้วบอกว่าดาราหนังนะรึเพราะในปี 1955 เรแกน
ยังคงเป็นดาราหนังที่ไร้วี่แววว่าจะเป็นประธานาธิบดีได้ในอนาคต เรียกว่าย้อนยุคไปจิกกัดกันสุดฤทธิ์
สรุปว่า Back to the Future หรือ เจาะเวลาหาอดีต
เป็นภาพยนตร์ที่เป็นเหมือนบันทึกแห่งยุคสมัยเรื่องหนึ่ง
โดยมีจิตนาการและเรื่องราวที่อยู่เหนือกาลเวลาเป็นแรงขับเคลื่อน
ซึ่งต้องยกเครดิตให้ความสมบูรณ์แบบไของตัวบทภาพยนตร์
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Back to the Future หรือ เจาะเวลาหาอดีต
จะกวาดรายได้จากการเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
ไปกว่า 389 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างแค่ 20 ล้านดอลลาร์
พร้อมการแจ้งเกิดของ โรเบิร์ต เซเม็กคิสอีกหนึ่งตำนานแห่งฮอลลีวู้ด…

AVENGERS 4 ใกล้คลอดแล้วในประเทศไทย “ แมตช์ล้างตา กำลังจะมาถึง ฉันรู้สึกได้ ”

ทางด้าน Daily Express ได้เผยคำบรรยายสั้นๆจากแบบอย่างหนัง เรื่อง Avengers 4 ที่เหล่าสาวกแนวแอคชั่นแฟนตาซีน ที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยดู 
รวมทั้งแฟนๆทั่วทุกมุมโลก อ้างอิงจากผู้ใช้งาน Reddit โดยทางด้าน Daily Express ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกและก็ชี้แจงเนื้อหา ตั้งแต่การต่อสู้กันทีแรกที่มหานครนิวยอร์ก 
รวมทั้งมิติ Quantum Realm และก็การเข้าถึงยานอวกาศของชาว Kree ของชนเผ่าดาว Vormir รวมทั้งการรวบรวมข้อมูลต่างๆเข้ามาในเรื่อง Avengers 4 เป็นต้นว่า Infinity Gauntlet ,
การกลับมาของ Tony Stark , Steve Rogers , Clint Barton , Hawkeye ที่รู้จักกันในชื่อ Ronin
แบบอย่างดำเนินเรื่อง Avengers 4 แบบเรียกน้ำย่อย ตามเนื้อหาพื้นที่ Daily Express ปล่อยข้อมูลเพื่อสร้างกระแสในAvengers 4
“ 
ชะตากำหนดให้พวกเราแพ้ ” เป็นคำพูดโดย Tony Stark แล้วเพลงก็จะดังสนั่นตามลักษณะของ Marvel Studio รวมทั้งคุณก็จะเจอกับ Quinjet ยานที่ลงหยุดบนดินแดนที่ Wakanda
ที่รกร้างว่างเปล่าโดยการชี้ทางโดย Tony Stark ทีก้าวเท้าลงสู่พื้นดินของอาณาจักร Wakanda แล้วก็จะมีเหล่ากลุ่มAvengers ที่หลงเหลือจาก Avengers 3 จะปรากฎกายขึ้นเฉพาะหน้า Tony Stark กับ Nebula
จากนั้นทาง Steve Rogers ได้ตะโกนว่า “ Tony ” แล้ว Tony Stark ได้ยิ้มแล้วก็สั่นหัว กับสถานะการณ์ที่เพิ่งจะแพ้กลับมาต่อสายตาของ Steve Rogers ย้อนกลับมามองต่อที่อาคาร SHIELD
ทางด้าน ตัวยักษ์เขียว Hulk ได้ฝึกฝนเพื่อเตรียมความพร้อมนัดหมายล้างตา ใน Avengers 4 โดยร่วมฝึกหัดกับ Black Widow โดยทาง Banner ได้กล่าวตบท้ายกลับ Steve ว่า “ แมตช์ล้างตา กำลังจะออกเดินทางมาถึง ฉันรู้สึกได้ 
การปลดปล่อยข้อมูลตามลักษณะของ Marvel Studioและก็ Disney เป็นการเรียกกระแสจากแฟนๆและก็กระทำการเปิดตัวตามแบบ
ที่เรียกว่าการสร้างกระแสเพื่อเตรียมประมวลผลทางการตลาด ก่อนจะเปิดตัวเข้าโรงภาพยนต์ในวันที่ เดือนพฤษภาคมพุทธศักราช 2562

2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว หนังที่จะทำให้ทุกหัวใจพองโต

ภาพยนตร์คลุกวงในตลอด 55 วัน กับโครงการ “ก้าวคนละก้าว” พร้อมให้คุณได้รับชม
และส่งต่อแรงใจให้กันและกันผ่านจอภาพยนตร์แล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!
“ตูน บอดี้สแลม” ศิลปินฮีโร่ขวัญใจคนไทย พร้อมด้วยผู้กำกับหนุ่ม “ไก่ ณฐพล”
ชวนคนไทยชมภาพยนตร์ “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” จากค่าย GDH
ที่เชื่อว่าภาพยนต์เรื่องนี้จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคนได้อย่างแน่นอน
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานหลังจากมีการเริ่มเปิดฉายรอบสื่อมวลชนให้ชมกันแล้วสำหรับภาพยนตร์ “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว”
ที่ได้เวลา “ก้าว” อีกครั้งเพื่อสร้างปรากฏการณ์​ครั้งใหม่
โดย “ไก่ ณฐพล” บุญประกอบ ผู้กำกับ และศิลปินขวัญใจชาวร็อก “ตูน อาทิวราห์”
คงมาลัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ตูน บอดี้สแลม”
ได้ฝากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการแทนคำขอบคุณที่ทุกคนคอยช่วยเหลือ
และอยากบอกถึงแรงสนับสนุนการสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา
โรงพยาบาลศิริราช ที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนยากไร้ พร้อมกันนี้
ยังเป็นชื่อที่ในหลวงรัชกาล​ที่ 9 พระราชทานนาม และมีความหมายกับทุกคนมาก
และเชื่อว่าทุกคนจะช่วยกันบริจาค เผยคาดหวังกำลังใจจากคนไทยในระยะเวลา 6
เดือน ขอส่งภาพยนตร์เป็นการวิ่งแทน และขอเชิญชวนคนไทยมาดูกันเยอะๆ ดูฟรี!
ระหว่างวันที่ 6-16 กันยายน ณ โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์
และโรงภาพยนตร์ในเครือ เอสเอฟ หรือสามารถซื้อบัตรชมภาพยนตร์ในราคา 50-90บาท ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ และเอส เอฟ ตั้งแต่ 6 กันยายน เป็นต้นไป
สำหรับผู้ชมและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่กล่องรับบริจาคตรงเคาน์เตอร์โรงภาพยนตร์
หนทอบริจาคผ่านช่องทางต่อไปนี้
1) บัญชีรับบริจาค ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาศิริราช เลขที่บัญชี
016-3-04556-7 ประเภทบัญชีกระแสรายวัน ชื่อบัญชี
เพื่อการรักษาพยาบาลผู้ป่วยอาคารนวมินทรบพิตร ๘๔ พรรษา โรงพยาบาลศิริราช
2) SMS บริจาคครั้งละ 10 บาท โดยพิมพ์ T แล้วกดส่งมาที่ 4545099 (เริ่มบริจาคทาง
SMS ได้ตั้งแต่ 1 ก.ย. 61)
3) สแกน QR Code ผ่าน Mobile Banking เพื่อการบริจาค
4) SCB EASY APP สามารถบริจาคผ่านปุ่มบริจาคใน SCB EASY APP และเลือก
โครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อโรงพยาบาลศิริราช (เริ่มบริจาคได้ตั้งแต่ 11 ส.ค. 61)
5) กล่องรับบริจาค ตรงเคาน์เตอร์หน้าโรงภาพยนตร์
6) บริจาคผ่านช่องทาง True Money Wallet…

หนังที่สนุกจนต้องสร้างภาคต่อ

1.Harry Potter
เป็นที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่าในเวอร์ชั่นของหนังสือ ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุด
และเวอร์ชั่นของภาพยนตร์ก็เช่นกัน Alfonso Cuarón
คือผู้กำกับที่ร้อยเรียงความเหนือจินตนาการของเรื่องนี้ออกมาได้ดีมากๆ


2.Toy Story
ถึงภาคแรกจะมีทั้งความน่ารักและเป็นเรื่องแอนิเมชั่นสุดน่ารักขนาดไหน
แต่ภาคต่อของมันกลับตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวกับความดีงามและมิตรภาพมากกว่า


3.Mad Max 2
ถึงแม้ภาคแรกจะได้รับคำชมเป็นอย่างมากว่าสะท้อนให้เห็นถึงโลกหลังการล่มสลาย ได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่ภาคต่อ The Road Warrior นี้อัพเกรดตัวละครหลักให้โหดดิบเถื่อนมากขึ้นในโลกอันโหดร้าย
ทำให้เขาไม่ได้เป็นแค่ชายเร่ร่อนกระจอกๆ อีกต่อไปแล้ว


4.BillTed’s Bogus Journey
สำหรับภาคต่อของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า Keanu Reeves แสดงออกมาได้สมบทบาทมาก ทั้งโง่ ทั้งตลก
โดยเฉพาะฉากที่เล่นบาสโดยใช้หัว


5.Jump Street
ภาคต่อของ 21 Jump Street เป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายเป็นอย่างมากเพราะว่าภาคแรกทำออกมาได้ไม่ค่อยดี
เท่าไหร่ แต่ภาคนี้ฉีกความคาดหวังว่ามันจะห่วยซะกระจุย ต้องขอบคุณสองผู้กำกับอย่าง Phil Lord และ Chris Miller


6.Army of Darkness
ซีรีย์ของ Evil Dead นั้นทำออกมาดีอยู่แล้ว แต่ภาค Army of Darkness นั้นป่าเถื่อนสุดจินตนาการ
แถมยังสนุกสุดๆ อีกด้วยล่ะ โดยเฉพาะฉากสต็อปโมชั่นของกองทัพโครงกระดูกนี่คือตำนานเลยทีเดียว


7.The Bride of Frankenstein
Frankenstein ภาคแรกก็ออกมาดีและเป็นเอกลักษณ์อยู่แล้ว ภาคต่อก็คงไม่จำเป็นสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ The
Bride of Frankenstein กลับทำออกมาได้ฉีกแนวมาก เป็นหนังสยองขวัญที่จะไม่ทำให้คุณกลัว
และไม่เคยมีหนังสยองขวัญใดๆ ที่ทำออกมาได้เหมือนกับเรื่องนี้…


8.The Dark Knight
ต้องบอกว่าภาคนี้เฉิดฉายเพราะ Joker ที่รับบทโดย Heath Ledger จริงๆ ทั้งน่ากลัว เฉียบคม ตลก
และคาดเดาไม่ได้ บทของเรื่องนี้ก็ถือว่าปกติ แต่เพราะนักแสดงนี่แหละ ที่ทำให้เรื่องนี้มันสุดยอด


9.Batman Returns
เราสามารถเห็นจินตนาการอย่างสุดขั้วของ Tim Burton ได้ในภาคนี้ มุมมองเกี่ยวกับเมือง Gotham ของเขา
แถม Michelle Pfeiffer ที่รับบทเป็น Catwoman ก็แสดงออกมาได้ดีสุดๆ อีกด้วย


10.The Hunger Games
มีหลายเสียงและหลายๆ คนพูดว่าหนังเรื่องนี้นั้นเยิ่นเย้อและกินเวลานานจนเกินไป
แต่ภายในภาคนี้กลับแสดงให้เห็นด้านมืดเกี่ยวกับสื่อและโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี

5 ภาพยนตร์โรแมนติดคอมเมดี้ที่ควรชม

ภาพยนตร์อย่างที่เราทราบกันว่ามีหลากหลายแนวหลายสไตล์ที่แตกต่า
งกันออกไป
ซึ่งความชอบของแต่ล่ะบุคคลนั้นแน่นอนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว
แต่ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับความรักออกแนวโรแมนติกและติดตลก
ถือว่ามีการผลิตออกมาค่อนข้างเยอะ
วันนี้เรามีภาพยนตร์แนวโรแมนติกคอมเมดี้ที่ควรรับชมมาฝากกัน
1.50 First Dates
ภาพยนตร์รักเรื่องนี้ให้ความรู้สึกสบายๆ เรื่องราวที่ดูง่าย
โดยเป็นเรื่องราวของ ‘เฮนรี่’
สัตวแพทย์หนุ่มที่ดูไม่ค่อยจะอยากมีรักเป็นเรื่องเป็นราวซักเท่าไหร่
จนไปปิ๊งเข้ากับ ‘ลูซี่’ และได้พบว่าเธอมีความทรงจำเพียงระยะสั้น
พอพ้นวันทุกอย่างในหัวของเธอจะถูกลบออกหมด
และนั่นคืออุปสรรคแสนยิ่งใหญ่ที่เขาจำต้องทำให้เธอตกหลุมรักเขาใหม่
ทุกวัน แค่ได้ยินเรายังท้อ แต่บอกเลยว่าเฮนรี่ไม่หวั่น
เขาเพียรบอกรักเธอทุกวัน ทำให้เธอรักเขาใหม่ทุกๆ วัน
2.(500) Days of Summer

สำหรับหนังโรแมนติกเบาสมองที่มาพร้อมความน่ารักไม่เหมือนใครเรื่อง
นี้ ด้วยเรื่องราวของ ‘ทอม’ นักเขียนคำในการ์ดอวยพร
ชายหนุ่มแสนโรแมนติกที่กลับโดน ‘ซัมเมอร์’ แฟนสาวทิ้งหลังจากเวลา
500 วันที่อยู่ด้วยกันมา หนังจะพาเรากลับไปมองความผิดพลาดเหล่านั้น
ผ่านการเรียบเรียงเรื่องราวให้เห็นความแตกต่างระหว่างภาพที่น่าจดจำ
กับภาพที่อยากลืมของความรัก เรื่องนี้พระนางเคมีดีมาก
ดูแล้วได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ธรรมดาๆ
ให้เราได้คิดทบทวนทั้งในมุมมองแสนสุข และแสนเจ็บ
3.Crazy, Stupid, Love
ภาพยนตร์ที่เสนอเกี่ยวกับความรักตั้งแต่เด็ก หนุ่มสาว
จนเข้าวัยผู้ใหญ่ หนังไม่ได้เล่าเรื่องราวอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อน
แต่เน้นที่เรื่องราวการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

ผ่านตัวละคร ‘คาร์ล’ พ่อบ้านที่แสนจะเย็นชากับภรรยาตัวเอง
จนเธอทนไม่ไหวและแอบไปมีชู้ในที่สุด คาร์ลต้องไปขอคำปรึกษาจาก
‘จาค็อบ’ เสือผู้หญิงตัวพ่อที่เสนอแผนเปลี่ยนคาร์ลให้มีเสน่ห์ขึ้น
แต่จาค็อบเองก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องการจีบหญิงเช่นกัน
เขาจึงหันไปปรึกษาคาร์ล กลายเป็นเรื่องราววุ่นวาย
หนังมีอะไรที่ไม่คาดคิด
4.Love, Rosie
จากหนังสือนิยายสู่จอหนังให้แฟนๆ ได้ฟิน
มาพร้อมกับพระเอกหล่อมาก นางเอกสวยมาก ภาพงามมากๆ
เพลงเพราะมาก และเนื้อหาดูมีอะไรมากๆ เรื่องราวของ ‘โรซี่’ และ
‘อเล็กซ์’ ที่สนิทกันมาตั้งแต่เด็ก
และวาดฝันว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน
แต่โรซี่ดันพลาดตั้งท้องโดยไม่ตั้งใจ ด้วยความรักที่มี
โรซี่ไม่อยากเป็นถ่วงอเล็กซ์
เธอปล่อยให้เขาได้ไปเรียนต่อและเจอสังคมใหม่ๆ และเมื่อเวลาผ่านไป
ทำให้การกลับมาพบกันอีกครั้งของทั้งคู่ทำให้คนดูต้องลุ้นว่าจะลงเอยเช่
นไร
5.Made of Honor
เรื่องราวของ‘ทอม’ ชายหนุ่มที่ยังหวงแหนชีวิตโสดเหนือสิ่งอื่นใด
จนเมื่อเขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าอาจเป็นเพราะเขารัก ‘ฮันน่า’
เพื่อนสาวคนสนิท แต่ข่าวร้ายต้องมา
เมื่อฮันน่าแจ้งข่าวการหมั้นหมายกับเศรษฐีหนุ่มชาวสก็อต
ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังร้องขอให้ทอมช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้
เป็นพล็อตแบบที่ทำให้เรากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปพร้อมๆ กับตัวละคร…

Into the woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง

Into the woods มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ประเภท : Fantasy, Comedy, Family
ผู้กำกับ : ร็อบ มาร์แชล
นักแสดง : Meryl Streep, Johnny Depp, James Corden, Emily Blunt, Mackenzie Mauzy, Daniel
Huttlestone, Chris Pine
เข้าฉาย : 15 มกราคม 2558
ภาพยนต์ดัดแปลงมาจากเทพนิยาย หากคุณเคยรู้จักกับ หนูน้อยหมวกแดง, ราพันเซล, ซินเดอเรลลา
และแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ไม่สิ คุณคงรู้จักมาก่อนอยู่แล้ว
คราวนี้คุณจะได้สนุกกับการนำเอาเทพนิยายทั้งสี่มาปั่นรวมกัน ผลงานการกำกับโดย ร็อบ มาร์แชล
ผู้เคยอยู่เบื้องหลังภาพยนตร์มิวสิคัลรางวัลออสการ์ “ชิคาโก้”
ละครบรอดเวย์ด้วยเนื้อหาที่ร้อยเรียงจาก 4 เทพนิยายของ สตีเฟ่น ซอนด์ไฮม์
นวนิยายที่ใครๆก็ต้องรู้จักกันดี ในครั้งนี้จะจับทั้ง 4 เรื่องมารวมกันในละครที่มีชื่อว่า “Into the
woods”มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง
ตัวอย่าง https://youtu.be/tZ1MdFMAkZc
เนื้อเรื่อง
‘มหัศจรรย์คำสาปแห่งป่าพิศวง’ ครึ่งหนึ่งคือเทพนิยายที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน
กับอีกครึ่งหนึ่งที่ไม่เคยถูกกล่าวถึง คู่สามีภรรยาคนอบขนมปังคู่หนึ่ง
โดนคำสาปจากแม่มดใจร้ายทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกได้ ด้วยความต้องการมีลูกของสามีภรรยาคู่นั้น
จึงออกเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อให้แม่มดใจร้ายถอนคำสาป
แต่เรื่องราวของทั้งสองคนก็ต้องปวดหัวเมื่อทั้งคู่หลงเข้าไปในดินแดนของเทพนวนิยายทั้ง 4 โดยไม่รู้ตัว
เพื่อถอนคำสาป ทั้งคู่ต้องรวมความกล้าแล้วเผชิญหน้ากับอุปสรรค
เรื่องราวสุดเข้มข้นรับชมกันได้แล้ววันนี้ !…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1980 : Star Wars 2 The Empire Strikes Back

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1980 เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ภาพยนตร์ไตรภาคระดับตำนานของฮอลลีวู้ด ที่ผู้กำกับ จอร์จ ลูคัสทุ่มเทจนได้รับการยกให้เป็นหนังขึ้นหิ้งจนถึงปัจจุบัน
ภาพยนตร์เรื่อง Star Wars 2 The Empire Strikes Backกล่าวถึงเรื่องราวให้หลัง 3 ปี จาก Star Wars ภาคแรก
แม้ดาวมรณะจะถูกทำลายลงแต่ทหารของจักรวรรดิ์ได้ต้อนกบฏจากฐานลับ
และตามล่าพวกเขาไปสุดขอบจักรวาลระหว่างการหลบหลีกกองทัพจักรวรรดิ์ กลุ่มกบฏนำโดย ลุค
สกายวอล์คเกอร์ ได้สร้างฐานลับขึ้นใหม่บนดาวน้ำแข็งแห่งฮอธ ทำให้ ดาร์ธเวเดอร์ ต้องส่งหุ่นสอดแนมนับพันไปในห้วงอวกาศ
กระทั่งหาพบ และได้ส่งกองกำลังโจมตีจนฝ่ายกบฏต้องหลบหนีไป หลังจากนั้น ลุค
ได้แยกตัวออกไปตามหาปรมาจารย์เจไดโยดา บนดาวเดโกบาห์ตามคำบอกของ โอบีวัน เคโนบี ส่วน ฮัน โซโล มีภารกิจต้องพา
เจ้าหญิงเลอา หนีการตามล่าของยาน Star Destroyer ของฝ่ายจักรวรรดิ
เรื่องราวทั้งหมดใน Star Wars 2 The Empire Strikes
Back อยู่ที่การหลบหนีเป็นหลัก กระทั่ง ฮัน โซโล โดน
ดาร์ธเวเดอร์ จับตัว ทำให้ ลุค ต้องบุกเข้าไปช่วยเหลือ
กระทั่งได้พบความจริงอันแสนโหดร้ายภายใต้หน้ากากของ ดาร์ธเวเดอร์
แค่เกริ่นเนื้อเรื่องมาก็แทบจะอดใจดูไม่ไหวแล้ว
มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Star Wars 2 The Empire Strikes
Back จะกวาดรายได้มโหฬารกว่า 530 ล้านดอลลาร์
จากการเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทั้งที่ใช้ทุนสร้างแค่ 18 ล้านดอลลาร์
นอกจากเนื้อเรื่องที่ช่วนติดตาม แถม จอร์จ ลูคัส
ยังร่ายมนตร์จนผู้ชมไม่รู้สึกเบื่อ ภาพยนตร์ Star Wars 2 The
Empire Strikes Back ยังทำให้โลกเห็นว่าเทคโนโลยี CG
นั้นก้าวหน้ามากเพียงไร เมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อนหน้านั้นในภาคแรก
ขณะเดียวกัน Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ยังไม่ได้เป็นภาพยนตร์ Sci-fi เพียงอย่างเดียว หากแต่ จอร์จ ลูคัส
ยังได้บรรจงเติมความเป็น Fantasy เข้ามาด้วยทำให้หนังมันดูล้ำและน่าค้นหาเป็นอย่างมาก
เท่านั้นไม่พอ Star Wars 2 The Empire Strikes Back
ยังปูเรื่องไปสู่ภาคที่ 3 หรือภาคจบได้อย่างน่าสนใจและไม่ได้เฉลยข้อสงสัยทั้งหมดในทันที
อีกทั้งยังขมวดปมให้ข้องใจมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นทำให้ภาค 3 ของ
Star Wars เป็นอะไรที่คอหนังเฝ้ารอคอยเป็นอย่างมาก
สรุปว่า Star Wars 2 The Empire Strikes Back
เป็นภาพยนตร์ที่คนรักหนังต้องได้ชมได้สัมผัสสักครั้งในชีวิต
เพราะตลอดระยะเวลา 127 บนจอ คุณจะไม่รู้สึกเบื่ออย่างแน่นอน
และอาจต้องรีบหยิบภาค 3 ขึ้นมาดูต่อทันทีที่หนังจบลง…

3 อนิเมะชื่อดังแห่งญี่ปุ่น

Momotaro Sacred Sailors
นับเป็นอนิเมะยาวเรื่องแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านั้น อนิเมะส่วนใหญ่ถูก
สร้างขึ้นมักจะมีรูปแบบเป็นอนิเมะสั้นๆ ไม่กี่นาที ซึ่งนั่นก็เป็นรูปแบบที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอดในการสร้างอนิเมะ แต่
Momotaro: Sacred Sailors ผลงานของ Mitsuyo Seo ออกฉายครั้งแรกในปี 1944
ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะญี่ปุ่นในฐานะที่เป็น อนิเมะยาวเรื่องแรกของญี่ปุ่น เนื้อเรื่องของอนิเมะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของนายทหารเรือชาวญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่
คนนึงที่ต้องทำสงครามเพื่อชัยชนะของจักรวรรดิญี่ปุ่น แน่นอนว่าการเนื่อเรื่องแบบนี้ ออกมาในช่วงปี 40s
นี้เหตุผลที่ทำให้มีการสร้างอนิเมะเรื่องนี้ก็คือเพื่อเป็น โฆษณาชวนเชื่อ ให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น
แต่ไม่ว่าจะเพราะการมีตัวตนขออนิเมะเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดการสร้างอนิเมะตอนยาวเรื่องอื่นๆเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

Kimba the White Lion
นับเป็นอนิเมะซีรีย์ภาพสีแรกแห่งประเทศญี่ปุ่น โดย Kimba the White Lion อนิเมะ
ในตำนานจากลายมือผลงานของปรมาจารย์อย่าง อ.เท็ตสึกะ โอซามุ ออกฉายในปี 1965 ทางช่องฟุจิทีวี
โดยเรื่องนี้นอกจากจะโด่งดังไปหลายๆ ประเทศแล้ว ยังรังสรรค์มาตรฐานใหม่ให้แก่วงการอนิเมะซีรีย์ญี่ปุ่นอีกอย่าง
ก่อนหน้านี้ อนิเมะที่ได้ทำเป็นภาพสีนั้น ส่วนมากจะเป็นอนิเมะที่เป็นตอนยาว หรือภาพยนต์อนิเมะ แต่ Kimba the
White Lion เรื่องนี้ เป็นอนิเมะ เรื่องแรกของญี่ปุ่นที่หันมาใช้ “ภาพสี” แทนภาพขาว-ดำ
และเนื่องด้วยการเปลี่ยนมาใช้ภาพสี เนื่องจากภาพสีนั้นสามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดีกว่าภาพขาว-ดำ ส่งผลให้ Kimba
the White Lion กลายเป็นอนิเมที่มีชื่อเสียงมากๆในญี่ปุ่นและกลายเป็นต้นแบบในการใช้ภาพสีของอนิเมในภายหลัง

Doraemon
ปิดท้ายกันที่ อนิเมะที่สร้างชื่อกระฉ่อนให้ญี่ปุ่นไปทั่วโลก แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักอนิเมะเรื่อง โดราเอม่อน
เรื่องนี้แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นนักดูอนิเมรุ่นไหนๆก็ต้องรู้จักกับเจ้าแมวสีฟ้าที่มีของวิเศษจำนวนมาก
กับเด็กผู้ชายที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหนแต่กลับมีความพยายามในเรื่องที่ตนสนใจอย่าง โนบิตะ และเพื่อนๆของทั้ง 2 คนอย่างแน่นอน
โดเรม่อนนั้นออกฉายครั้งแรกที่ญี่ปุ่นในปี 1970 และเป็นอนิเมะ เรื่องแรกที่ได้ฉายไปทั่วทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
และได้รับเสียงตอบรับและชื่นชมจากผู้ชมทั่วโลกอย่างล้นหลามกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทำให้วงการอนิเมะญี่ปุ่นนั้นขึ้น
ถึงจุดสูงสุดหรือเรียกได้เลยว่าเป็น “ยุคทองของ” โดราเอมอนนั้นได้ให้อะไรเรามากมาย ทั้งความสนุก ความรัก
และที่สำคัญที่สุดคือ มิตรภาพ ทั้งหมดนี่ทำให้พวกเราทุกคนยังคงจดจำภาพของเจ้าแมวสีฟ้าไร้หูได้อย่างไม่มีลืมเลือน

 …

การกลับมาของปีเตอร์ แจ็คสัน 17 ปี นับจาก The Lords of the Rings

ปีเตอร์ แจ็คสัน ผู้กำกับฝีมือดีจากภาพยนตร์ The Lord of the Rings และ The
Hobbit เตรียมส่งผลงานใหม่ให้แฟนหนังได้กรี๊ดกันอีกครั้ง ในผลงานอำนวยการสร้าง
Mortal Engines สมรภูมิล่าเมือง: จักรกลมรณะ ที่จะมีเข้าฉายในวันที่ 13 ธันวาคมนี้
ภาพยนตร์ Mortal Engines ดัดแปลงจากหนังสือซีรีย์ดังของ ฟิลิป รีฟ ในปี
2001 แต่ก่อนที่เราจะไปพบกับหนังใหม่ วันนี้เราขอพาทุกคนย้อนรำลึกไปกับ 17ปีของ
The Lord of the Rings มหากาพย์แฟรนไชส์สุดยิ่งใหญ่ ที่ทำเงินทั่วโลกเกือบ 3000
ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ผลงานอำนวยการสร้างและกำกับของ ปีเตอร์ แจ็คสัน
The Lord of the Rings สร้างจากหนังสือของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มีทั้งหมด 3
ภาค ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์และออกฉายต่อกัน 3 ปี คือ
ปี 2001 : The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring-ทำรายได้ทั่วโลก 869 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ปี 2002 : The Lord of the Rings: The Two Towers-ทำรายได้ทั่วโลก 923.3 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ปี 2003 : The Lord of the Rings: The Return of the King-ทำรายได้ทั่วโลก
1,119 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ รวมทั้งหมด 3 ภาค ทำเงินไปกว่า 2,911 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ
ในขณะที่ The Hobbit ภาพยนตร์ขยายจักรวาลของ The Lord of the Rings
ก็ทำเงินได้ไม่แพ้กัน โดยในภาคแรก The Hobbit: An Unexpected Journey
ทำรายได้ทั่วโลก 1,021 ล้านดอลล่าร์ ส่วนภาคที่ 2 กับ The Hobbit: The Desolation
of Smaug ทำรายได้ทั่วโลก 958 ล้านดอลล่าร์ และ The Hobbit: The Battle of the
Five Armies ทำรายได้ทั่วโลก 956 ล้านดอลล่าร์ รวมทั้ง 3 ภาคทำเงินไปทั้งสิ้น
2,935 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งหากรวมหนังจักรวาลแหวนที่อำนวยการสร้างทั้งหมดโดยปีเตอร์
แจ็คสัน จะทำเงินมากถึง 6,000 ล้านดอลล่าร์เลยทีเดียว
สำหรับหนังใหม่อย่าง Mortal Engines ปีเตอร์ แจ็คสัน
จะรับหน้าที่อำนวยการสร้าง เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟแฟนตาซีในโลกใหม่
เรื่องราวหลายพันปีหลังจากที่อารยธรรมถูกทำลายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลียุค
มนุษย์ได้ปรับตัวและได้พัฒนาวิถีชีวิตใหม่ขึ้น
โดยเมืองเคลื่อนที่ขนาดใหญ่กำลังตระเวณท่องโลก และไล่ล่าเมืองที่เล็กกว่า ทอม นัทส์เวิร์ธธี (โรเบิร์ต ชีแฮน)
ชายหนุ่มซึ่งมาจากระดับล่างของเมืองเคลื่อนที่ของลอนดอน
ที่พบว่าตัวเองกำลังต่อสู้เพื่ออยู่รอด หลังจากที่ได้เผชิญกับผู้ลี้ภัยสุดอันตราย เฮสเตอร์
ชอว์ (เฮรา ฮิลมาร์) ทั้งสองคนอยู่ต่างขั้วกัน มากันคนละเส้นทาง
แต่กลายมาเป็นพันธมิตรกันได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนอนาคต
แฟนหนังเตรียมรอชม Mortal Engines สมรภูมิล่าเมือง: จักรกลมรณะ กันได้ 13 ธันวาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์…